ต้นกำเนิดความคลาสสิค VANS

ถ้าพูดถึงสนีกเกอร์ VANS ก็เป็นอีกหนึ่งแบรนด์ที่ใครหลายๆคนก็ต้องเคยมีอย่างน้อยคนละหนึ่งคู่เป็นอย่างน้อย ไม่ว่าจะเป็นทรง Slip-On, Old Skool หรือ Sk8-Hi ต่างก็เป็นทรงยอดนิยมของ VANS ทั้งหมด เป็นอีกหนึ่งแบรนด์สุด OG ที่ผ่านมากี่สิบปีแต่ความนิยมก็ยังไม่เสื่อม เรามาทำความรู้จักเกี่ยวกับประวัติความเป็นมาของสนีกเกอร์สุดคลาสสิคกันเลยดีกว่า

1966 ต้นกำเนิดของ Vans Rubber Company

Paul Van Doren เกิดเมื่อปี 1930 และได้เติบโตในเมือง Boston เมื่อเขามีอายุได้ 14 ปี เขาได้ออกจากโรงเรียนเพราะรู้สึกว่าตัวเองไม่ชอบเรียนหนังสือ แต่เขาไปหลงใหลในม้าแข่งจึงไปหมกมุ่นอยู่แต่ที่สนามม้า แต่แม่ของเขาก็ไม่ชอบที่เป็นแบบนี้ทั้งไม่เรียนหนังสือและไม่ทำงาน แม่ของเขาจึงพาไปทำงานที่โรงงานรองเท้าที่แม่เขาทำอยู่ และได้หางานให้เป็นคนทำความสะอาดโรงงานนั่นเอง และนี้ก็เป็นจุดเริ่มต้นของทุกสิ่ง

Paul Van Doren

20 ปี ต่อมา Paul ก็ได้ไต่เต้าขึ้นมาเป็นถึงรองประธานของ Randy’s โรงงานผลิตรองเท้าที่มีชื่อเสียงมากๆในตอนนั้น ในช่วงปี 1960 Randy’s เป็นโรงงานรองเท้าใหญ่เป็นอัน 3 ของอเมริกา แต่ที่บริษัทก็มีอีกโรงงานที่ผลิตรองเท้าตั้งอยู่ที่ Gardenval, California แต่โรงงานที่นั่นไม่สามารถทำกำไรได้และขาดทุนไปถึงเดือนละล้านเหรียญ Paul Van Doren, Jim Van Doren และ Gordon Lee ได้รับมอบหมายให้ไปจัดการเกี่ยวกับปัญหาโรงงานที่ California ในเวลาเพียง 8 เดือน พวกเขาก็สามารถแก้ปัญหาได้และปรากฏว่าโรงงานที่ California กลับทำได้ดีกว่าโรงงานที่ Boston เสียอีก

สามเดือนต่อมา Paul Van Doren ก็ได้ออกจาก Randy’s และมาสร้างโรงงานรองเท้าของตัวเอง ด้วยประสบการณ์ของเขาที่อยู่โรงงานรองเท้ามาทั้งชีวิต เขาได้มองเห็นว่าโรงงานนั้นทำเงินจากรองเท้าแต่ละคู่มันน้อยมาก คนที่ทำเงินได้จริงๆนั้นเป็นร้านที่ขายรองเท้า เขาจึงตั้งใจว่าจะทำโรงงานของตัวเองและมีหน้าร้านขายเองด้วย Paul เป็นนักธุรกิจที่เก่ง Jim มีความสามารถด้านวิศวะกร ส่วน Gordon ก็เก่งเรื่องการจัดการการผลิต พวกเขาทั้งสามจึงรวมตัวกันก่อตั้ง Van Doren Rubber Company แถมยังมี Serge D’Elia ซึ่งเป็นคนจัดหาวัสดุไว้ทำ Upper ของรองเท้า ที่ส่งตรงมาจากญี่ปุ่นสู่สหรัฐอเมริกานั่นเอง

ในบริษัทนี้ Paul และ Serge ถือหุ้นคนละ 40% ส่วน Jim และ Gordon ถือคนละ 10% พวกเขาทั้งหมดสร้างโรงงานขึ้นจากความว่างเปล่า โดยเขาได้ไปตระเวนซื้อเครื่องจักรเก่าๆมาจากทั่วอเมริกา โรงงานตั้งอยู่ที่ 704 East Broadway, Anaheim ตั้งแต่ปี 1900 ก็มีเพียงแค่ 3 บริษัทเท่านั้นที่ผลิตรองเท้ารองเท้าจาก Vulcanised Rubber (ยางดิบที่ผสมกับผงกำมะถันโดยการนวดและใช้ความร้อน ยางนี้มีคุณสมบัติดีกว่ายางดิบ ไม่เสียรูปที่อุณหภูมิที่สูง ไม่เปราะหักงายที่อุณหภูมิที่ต่ำ) สามบริษัทที่ว่านั้นก็มี Randy’s, Keds และ Converse และตอนนี้บริษัทที่ 4 ก็ได้เพิ่มเข้ามาคือ Vans

โรงงานแรกและช้อปแรกของ Vans ปี 1966 ตั้งอยู่ที่ 704 East Broadway, Anaheim, California

ทั้งโรงงาน ออฟฟิศ และหน้าร้าน ได้เปิดจริงๆก็เมื่อเดือนมีนาคม ปี 1966 เรียกว่าตอนเปิดร้านชื่อรุ่นยังไม่มี เรียกแทนว่า Style #44 คือรุ่น Authentic สีแรกที่ออกมาจะมี Navy Blue, White, Loden Green และ Red ตอนแรกไม่มีสีดำออกมา แต่ปีต่อมามันกลายเป็นสีที่ขายดีที่สุด ราคาที่ขายตอนนั้นอยู่ที่ $4.49 USD ส่วนของผู้หญิงจะอยู่ที่ $2.29 USD สีของกล่องในตอนนั้นจะแบ่งแยกประเภทอย่างชัดเจน กล่องสีฟ้าคือของผู้ชาย กล่องสีส้มของเด็กผู้ชาย กล่องสีแดงสำหรับเด็ก และกล่องสีเขียวสำหรับผู้หญิง

ในวันแรกลูกค้าที่มาซื้อรองเท้า ถ้าตกลงว่าจะซื้อแล้วรองเท้าก็จะถูกสั่งผลิตในวันนั้นเลยและต้องมารับในวันถัดไป เป็นเพราะเขาต้องการเปิดร้านโดยเร็วที่สุด แถมตอนแรกที่เปิด Vans สามารถให้ลูกค้า Custom รองเท้าเองได้ด้วย เพราะมีลูกค้าผู้หญิงเข้ามาแล้วบอกชมพูนี่ก็สวยนะแต่อยากได้สีที่สว่างกว่านี้ พอไปดูสีเหลืองก็อยากได้สีเหลืองที่อ่อนกว่านี้ Paul จึงบอกลูกค้าว่า “อยากได้สีอะไรก็เอาผ้านั้นมาเลย เราจะเอามาทำรองเท้าให้” แต่ก็จะต้องจ่ายเพิ่มนิดหน่อยสำหรับค่า Custom ในช่วงปี 1960 Vans ก็เป็นคนทำรองเท้าให้กับทีม Cheerleader ทั่วทั้ง Southern California ทั้งหมดอีกด้วย

Vans Custom Scenes

ในโมเดล Style #44 เขาสร้างขึ้นจากคอนเซ็ปที่ว่าต้องการรองเท้าที่ทนเหมือนรถถัง พื้น Waffle ก็เรียกว่าหนาและทนที่สุดเมื่อเทียบกับรองเท้าแบรนด์อื่นในยุคนั้น  ทนจนต้องบอกต่อเพื่อนๆเลยทีเดียว เหมือนกับสโลแกนของร้านที่ติดไว้ในวันที่เปิดร้าน ‘Tell a Friend about Vans’ แถมตอนเปิดร้านการตลาดของ Vans ก็ไม่มีอะไรเลย เป็นการให้คนครอบครัวไปยืนแจกใบปลิวแค่นั้นเอง

หลังจากเปิดร้านแรกตรงที่โรงงาน หลังจากนั้นเพียง 10 อาทิตย์ เขาก็ได้เปิดเพิ่มอีก 10 สาขา และภายในปีครึ่งก็มีมากถึง 50 สาขา แต่ฝ่ายบัญชีก็ได้มาบอกว่า 6 ใน 10 สาขาที่เปิดมานั้นขาดทุน แต่ Paul ก็ได้สวนกลับไปว่า “’งั้นเราต้องการอีก 10 สาขาที่ขาดทุน” ที่เขาพูดแบบนี้ก็เพราะว่า ถ้าค่าผลิตรองเท้า 1 คู่ ราคาอยู่ที่ $10,000 USD แสดงว่ารองเท้าคู่นั้นมันก็มีราคา $10,000 USD แต่ถ้าเขาผลิตรองเท้า 1,000 คู่ ราคามันจะเหลือแค่ $10 USD และยิ่งถ้าผลิตถึง 10,000 คู่ มันจะเหลือเพียงคู่ละ $1 USD เท่านั้น

Vans Style #44

ในตอนแรกที่ออกมา Vans ก็ไม่ใช่รองเท้าที่ทำมาสำหรับเด็กสเก็ต แต่ด้วยความทนทานของมันจึงเป็นที่สนใจในหมู่คนที่เล่นกีฬา Extreme ต่อมาในปี 1976 เจ้า Old-Skool ก็ได้ถือกำเนิดขึ้น และเป็น Vans รุ่นแรกที่ใช้วัสดุเป็นหนัง และบอกเลยว่าไม่มีอะไรทนเท่าหนังแล้ว จึงเป็นที่ถูกใจในหมู่เด็กสเก็ตเป็นอย่างมาก เรียกว่าทั้ง Tony Alva และ Stacy Peralta ยังมา Custom รองเท้าของตัวเอง วันที่ 18 มีนาคม ปี 1986 Sk8-Hi ก็ได้ถือกำเนิดขึ้นมาพร้อมกับป้ายตรงส้นที่เขียนว่า “Off the Wall” และสาเหตุที่ Sk8-Hi ตรงส่วนที่หุ้มข้อนั้นต้องบุให้หนาๆ ก็เพราะเป็นการกันไม่ให้แผ่นบอร์ดมาโดนข้อเท้าเวลาเล่นพลาด เรียกว่าถูกใจเด็กสเก็ตสุดๆ

Stacy Peralta คือนักสเก็ตคนแรกที่ Vans เขียนเช็คให้ $300 USD เพื่อให้ใส่รองเท้า เขาได้ออกไปสเก็ตทั่วโลก เด็กสมัยนั้น ไม่ว่าเขาเห็นโปรสเก็ตใส่อะไรในแมคกาซีน เหล่าเด็กๆก็จะตามไปซื้อมาใส่ทั้งหมด

Vans Slip-On ก็ถือเป็นอีกหนึ่งทรงที่เรียกว่าเป็นหน้าตาของ Vans ก็ว่าได้ ตอนแรกก็ออกมาแต่สีเรียบๆนี่แหละ ต่อมา Steve Van Doren ลูกชายของ Paul ก็ได้สั่งเกตุเห็นเด็กที่โรงเรียนได้เอาปากกามาตกแต่ง Vans Slip-On เป็นลายตารางหมากรุก Checkerboard เขาจึงเอาไปทำออกมาขายจริงๆซะเลย แล้วก็ส่งตัวนี้ไปให้หนังเรื่อง Fast Time at The Ridgemont High พวกเขาก็ชอบกันมาก จนมันได้ไปอยู่บนปกของ Soundtrack หนังเรื่องนั้น หลังจากหนังเรื่องนี้ได้ฉายไป เขาสามารถขาย Vans Slip-On Checkerboard ได้มากกว่า 1 ล้านคู่เลยทีเดียว

ฉากจากหนังเรื่อง Fast Time at The Ridgemont High ที่ทำให้คนรู้จัก Vans Slip-On Checkerboard

ถึงแม้ Vans จะเป็นเพียงแค่รองเท้าผ้าใบพื้นยาง Vulcanised ธรรมดาๆ ต่างจาก Nike ที่มีรองเท้าสำหรับกีฬาประเภทต่างๆอีกมากมาย แต่ Vans ก็สามารถสู้ได้อย่างง่ายๆด้วยสีสันและลวดลายของผ้า เมื่อก่อนเราจะให้เด็กๆช่วยกันออกแบบว่าอยากได้ลายอะไรบนรองเท้า แล้วทุกๆเดือนเขาก็จะเลือกผู้ชนะมาและพาเด็กไปโรงงานนำแบบไปสร้างรองเท้าจริงๆ แถมยังพาครอบครัวเด็กไปเที่ยว Disneyland อีกด้วย

แต่ในช่วงปี 80 Vans ก็ได้แอบนอกลู่นอกทางอยู่เหมือนกัน เพราะได้หันไปทำทั้งรองเท้าบาสเก็ตบอล เบสบอล ฟุตบอล เทนนิส มวยปล้ำ รองเท้าสำหรับเต้นเบรกแดนซ์ รวมไปถึงรองเท้าสำหรับกระโดดร่ม แต่มันก็เป็นความผิดพลาดของบริษัทอย่างใหญ่หลวง เพราะ Jim พยายามทำอะไรที่มันไม่ใช่ตัวตนของ Vans เรียกว่าการหลงทางครั้งนี้ก็ทำให้บริษัทแทบจะล้มละลายเลยก็ว่าได้ แต่ก็ได้ Paul มาช่วยชีวิตให้พ้นวิกฤตครั้งนี้ไปได้

Vans Breakers รองเท้าสำหรับเต้นเบรคแดนซ์

ในปี 1988 ก็ได้มีคนมายื่นข้อเสนอขอซื้อบริษัทเป็นเงินถึง $75 ล้านเหรียญ และคนที่ซื้อไปก็คือ McConval-Deluit ในตอนแรกก็ดูไปได้สวย แต่เมื่อ Paul Van Doren ได้จากไป เรียกว่าแบรนด์ก็เริ่มหลงทางอีกทีเมื่อได้มีคนใหม่ๆเข้ามาทำงาน แถมมีเด็กจบใหม่จาก Harvard ที่คิดว่าตัวเองรู้ไปซะทุกเรื่อง ได้ไปลงทุนสร้างโรงงานผลิตด้วยเครื่องมือสุดทันสมัย แต่มันกลับสู้โรงงานเก่าดั้งเดิมไม่ได้เลยซักนิดเดียว นี่แหละคือเหตุผลที่ Vans ต้องปิดตัวโรงงานในอเมริกาทั้งหมด และย้ายไปผลิตต่างประเทศแทน

ต่อมาในปี 2004 VF Corporation ก็ได้มาซื้อ Vans ไปในราคา $400 ล้านเหรียญ ในตอนแรกที่ได้ขายไปในราคา $75 ล้านเหรียญ Vans ได้มียอดขายถึง $40 ล้านเหรียญ แต่ในปี 2004 ที่ได้ขายบริษัทไปล่าสุด Vans ได้มียอดขายมากถึง $360 ล้านเหรียญ

ในช่วงปี 2000 ก็เริ่มมีผู้คนต่างๆเริ่มคิดถึง Vans ในสไตล์เก่าๆในแบบที่เป็น Vans จริงๆ แต่ตอนนั้น Steve Van Doren นั้นอยู่ฝ่ายจัดการ Event และก็มีคนอื่นที่คุมเรื่องสินค้าอยู่ และคนเหล่านั้นก็ไม่เข้าใจและไม่ยอมทำในสไตล์คลาสสิคออกมา แต่ Steve ก็ได้บอกว่า “ช่างแม่ง” แล้วเขาก็ลุยทำเองในแบบ Vans ที่ทุกคนคุ้นเคย ผลก็ออกมาตามคาด ผู้คนต่างก็บอกว่านี่แหละคือ Vans ที่เรารู้จัก เรียกว่าเป็นครั้งแรกที่ Steve ได้บินไปโรงงานผลิตที่จีนเป็นครั้งแรก และทุกครั้งที่ไป เขาจะนำผ้าต่างๆไปลองทำตัว Sample ออกมาตลอด เรียกว่าสมัยก่อนเขาสามารถทำแบบนี้ได้ตลอดเวลาเพราะโรงงานยังอยู่ในอเมริกา แต่หลังจากโรงงานได้ปิดไป มันก็เป็นเรื่องยากขึ้นที่จะทำตัว Sample แล้วสามารถเห็นได้ทันที

House of Vans ปี 1970

Vans ถือเป็นอีกหนึ่งสัญลักษณ์ของทางฝั่ง West Coast ก็ว่าได้ ถ้าไปถามคนมีอายุทางฝั่ง East ว่ารู้จัก Vans ไหม? เขาก็คงจะไม่รู้จักแน่นอน ถ้าเป็นฝั่ง East ก็ต้อง Converse ถ้าฝั่ง West ก็ต้องเป็น Vans แต่ก็บอกเลยว่าไม่มีรองเท้าแบรนด์ไหนที่ใส่ใจลูกค้าเท่ากับ Vans แล้ว สมัยก่อนถ้าเท้าคุณข้างซ้ายไซส์ 9 แต่ข้างขวาไซส์ 8 ทางแบรนด์ก็สามารถจัดให้ได้ตามที่ลูกค้าต้องการ ถึงแม้ Vans จะเป็นรองเท้าที่ไม่ได้มีเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยเหมือนแบรนด์อื่นๆ แต่ความคลาสสิคอันเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ก็เป็นจุดแข็งที่แบรนด์อื่นไม่สามารถสู้ได้เลยเหมือนกัน

Source: Sneakerfreaker

Editor

ize ( 1301 posts )
-

RELATE BLOG