Soul4Street Interview : Sivagorn Muttamara ( NAT KINKY ) MS INVADER

หากคุณเป็นคนที่เดินสยามสแควร์บ่อยๆ คุณอาจจะพบชายหนุ่มรูปร่างสันทัด เล่นสเกตบอร์ด หรือขี่จักรยาน BMX อยู่ในบริเวณรอบๆ เสมอๆ คุณอาจจะไม่รู้จักเขาเป็นการส่วนตัว แต่สำหรับพวกเราทีมงาน Soul4Street เขาคนนั้นเป็นคนที่พวกเรารัก เคารพ และนับถือมากๆ เป็นอีกคนที่นำเอาแรงบันดาลใจจากการทำในสิ่งที่ชอบจนเป็นสิ่งที่ก่อให้เกิดเป็นอาชีพได้ถือว่าเป็นเรื่องไม่ธรรมดา และถือเป็นความสุขอย่างมาก ดังคำกล่าวที่ว่า "ถ้าคุณทำงานที่คุณรัก คุณจะไม่รู้สึกเลยว่าคุณได้ทำงานเลยสักวันเดียวในชีวิต ช่วงเย็นย่ำของวันที่อากาศดีอีกวัน เราได้มีโอกาสได้นั่งคุยกับชายคนนี้ พี่นัท Kinky หรือ พี่นัท MS Invader

– อยากให้พี่แนะนำตัวเองสักหน่อยครับ

ชื่อ สิวากร มุตตามระ ( Sivagorn Muttamara ) ชื่อเล่นชื่อ นัทครับ

– เริ่มสนใจใน Street Culture ตั้งแต่เมื่อไหร่ และอะไรทำให้สนใจ

จริงๆ แล้วเล่น Skateboard มาตั้งแต่อายุ 15 ถือเป็นเรื่องหลักเลยที่ทำให้ได้ไปพบกับหลายๆ อย่าง ทั้งดนตรี และการเรียนที่ได้ไปเรียนศิลปต่อที่มหาวิทยาลัยประสานมิตร ทำให้เปลี่ยนจากสิ่งที่เราชอบเป็นงานที่เราทำอยู่ในปัจจุบัน

– พี่นัทเป็นคนที่ไม่เคยอยู่นิ่ง จะมี Project ต่างๆ ออกมาตลอดเวลา ช่วงนี้พี่ทำอะไรอยู่บ้างครับ

MS Invader: The Concrete Vampire ซึ่งมีโปรเจคกับ Artist ผู้ล่วงลับไปแล้วอย่าง Mamafaka และ PPP ( Pure Pimpin' Project), Bunny Infinity และ Project กับ Preduce และ 9face และ Sneakavilla ในเร็วๆ นี้ นอกจากนี้ก็ยังมี Dujada วงที่ทำกับ MC Cinnamon จะมี EP ใหม่ออกมาในเร็วๆ นี้ มี Producer เป็นคนญี่ปุ่นด้วย ติดตามผลงานกันได้ที่ Facebook ของผม "Sivagorn Muttamara" มีของอัพเดทเรื่อยๆ ครับ

– การทำแบรนด์เสื้อผ้าของตัวเองเริ่มต้นได้อย่างไร

ตอนแรกเริ่มจากร้าน Kinky Ape ในปี 1999 และก็ได้พัฒนามาเรื่อยๆ พอถึงปี 2004 ก็เปลี่ยนเป็น MS Invader: The Concrete Vampire โดยมีที่มาจาก Muttamara Sivagorn เป็นชื่อย่อ โดยมี icon เป็นรูปผึ้ง 3 ตา และใช้มาถึงปัจจุบัน หลักๆ ก็จะยืนพื้นที่อะไรก็ตามที่เป็น 3 ตา แต่ Character ก็จะต้องมีความแสบอยู่ในตัวด้วย คำว่า Invader หมายถึงการบุก (ยิ้ม)

-Trend ของ Sneaker Culture/ Street Culture สมัยก่อน กับสมัยนี้เป็นอย่างไร

สิ่งที่มันเท่ห์ของสมัยก่อนทั้งวงดนตรี และ Pro-Skater ในอดีตในช่วงปี 88 และ idol เราก็จะมาในช่วงยุคนั้น เพราะสมัยก่อนไม่มีอินเตอร์เนท พวกหนังสือแมกกาซีนกว่าจะมาก็เก่าแล้ว วิดิโอก็เก่า การที่ของจะเข้ามานี่ช้ามากของที่เข้ามาก็ไม่มีของ Skateboard สักเท่าไหร่ ถึงมีก็น้อยมาก แถมแพงเกินกว่าที่เด็กอายุ 14-15 ปีจะไปซื้อหามาเล่นกัน มันแพงกว่าปัจจุบันมากเลยนะ แต่ก็ถือว่ามันทันสมัยสำหรับเรา แต่เก่าสำหรับเมืองนอก เพราะคนที่ซื้อมาขายก็ซื้อของ Sale มาขายบวกราคาไปอีก 3 เท่าแต่ก่อนจะได้ของก็มีทางเดียวคือต้องรอมีคนไปต่างประเทศ หรือมีคนกลับจากต่างประเทศ เพราะถ้าเราจะสั่ง mail order เองมันก็เสี่ยง เพราะถือว่าเห็นของดีกว่าไม่เห็นของ และบางทีไปซื้อที่ต่างประเทศเองมันก็ถูกกว่า อาศัยว่าเพื่อนที่โรงเรียนไป Summer ทุกปีก็เลยได้ของมา ตอนแรกที่เรียนมัธยมก็เล่นจักรยาน เพื่อนก็บอกว่าเอาจักรยานขึ้นรถเมล์ไม่ได้นะ เราขับจักรยานไปนี่รถชนตายพอดี เพื่อนบอกว่ามีของเล่นใหม่ก็คือ Skateboard เพราะเค้าไป Summer ก็เลยเอากลับมาให้เราเล่นด้วย นั่นก็คือจุดเริ่ม ตื่นเต้นมากๆ ตอนนั้น ไม่มีใครเล่นเลยนะ ต้องประกาศหาคนเล่นตามร้าน สมัยนั้นมีร้านที่เอาเข้ามาขายชื่อร้าน "งี่ฮง" แถววรจักร สมัยนั้นแผ่น Skateboard แผ่นหนึ่งราคา 2,600 บาท แค่แผ่นอย่างเดียวนะ ถ้าประกอบเสร็จทุกอย่างก็ 6-7,000 บาทได้ แต่มันทำให้เราเห็นคุณค่าของช่วงเวลานั้นเลย มันหายาก ตื่นเต้น มันใหม่มากๆ แล้วก็จะมีคนนู้น คนนี้โทรมาตอนเราลงเบอร์ไว้ เช่น โจอี้ บอย, ขัน ไทยเทเนียม, พี่ต้น และพวกเด็กหัวหมาก แล้วก็คบกันเรื่อยมาตั้งแต่นั้น ก็น่าจะถือเป็นคนกลุ่มแรกๆ ที่รวมตัวกันเล่น Skateboard ในเมืองไทยเลยล่ะ

– พี่ให้คำจำกัดความของ Style การแต่งตัวของพี่อย่างไร

เอาความชอบของตัวเองเป็นหลักก็คือ Skateboard และก็ดนตรี โดยผสมความเป็น Old Skool ทั้ง Hip Hop และ Punk ที่ตัวเองชอบตั้งแต่ยังเด็ก

– ถ้าให้เลือกระหว่างจักรยาน BMX กับ Skateboard พี่นัทเลือกอะไร

เล่น BMX มาตั้งแต่ 8 ปี พออายุ 14 ปีมาเจอ Skateboard ก็เลยหยุดเล่น BMX เพราะว่าสมัยเรียนที่โรงเรียนวชิราวุธไม่สามารถเอาจักรยานไปซ้อมได้ มีเวลาเล่นจักรยานแค่ 2 สัปดาห์/ครั้ง คนเค้าก็แซงไปหมดแล้ว อีกอย่างอุปกรณ์ของจักรยานแพงกว่ามาก อีกทั้ง Skateboard นี่ซื้อมือสองได้ 2-3,000 บาทก็หาได้แล้ว แต่จักรยานนี่ราคาสูงถึง 2-30,000 บาท ซึ่งเงินจำนวนนี้ในสมัยก่อนถือว่าสูงมาก (ก๋วยเตี๋ยวชามละ 12 บาทในสมัยนั้น) ตอนนี้ก็เล่นมา 25 ปีแล้ว พยายามสนุกกับมัน กลับไปเล่นแบบ Old Skool บ้าง กลับไปเล่น Trick ใหม

– Old Skool ในความหมายของพี่นัทเป็นอย่างไร

พอเวลาผ่านไปทุกอย่างก็กลายเป็น Old Skool (หัวเราะ) มันก็คือเคยใหม่ เวลาผ่านไปก็เก่าแล้ว อย่างพวก Nike Dunk, Vans รุ่นต่างๆ ที่เรียกว่า Old Skool นี่ตอนออกมาใหม่ๆ ถือว่าทันสมัยมากนะ แต่ก็จัดว่า Classic ยังไม่มีรุ่นไหนมาทำลายได้ พวก Airwalk นี่ต้อง Prototype, Disaster, Enigma อย่างรองเท้าอย่าง Vision Streetwear นี่ถือว่า Classic ถือว่าเป็นอมตะไปแล้ว ตอนนี้ก็มีเก็บ และขายของ Retro ด้วยเหมือนกันถือเป็นความสุขอย่างหนึ่ง

ปัจจุบันจะเห็นได้ว่า trend การเล่น Skateboard แบบ Old Skool ก็กลับมาแล้ว โดยมีการปรับให้ทันสมัยขึ้น แต่ก็ยังเป็นแนว Classic อยู่ เหมือน Penny Skateboard ก็ถือเป็นของในยุค 70 แต่ถ้าคนไม่รู้ก็จะบอกว่านี่เป็นของที่มาใหม่ แต่เปล่าเลย เค้าเล่นกันมานานแล้วล่ะ ตอนนี้ก็คงไม่มีอะไรใหม่มากไปกว่านี้ หรือมี ก็ไม่เปลี่ยนรูปแบบมากเท่าไหร่นัก คนที่เลิกเล่น หรือไม่พร้อมจะเล่นแล้ว เค้าก็ไปสะสมแทน

– พี่นัทเป็นอีกคนที่ชอบรองเท้า ตอนนี้มีอยู่กี่คู่ครับ

ตอนนี้ก็มีไม่เยอะแล้ว (ยิ้ม) ประมาณ 50-60 คู่ ซื้อใหม่น้อยมากๆ และก็ไม่คิดว่ารุ่นที่ออกมาใหม่ๆ จะดีกว่ารุ่นที่เราใส่อยู่สมัยก่อน เมื่อก่อนเรามีโอกาสไปต่างประเทศก็จะไปซื้อของที่ไม่มีขาย และของที่ชอบสมัยเด็ก ส่วนใหญ่ก็เป็น Old Skool มาใส่ เช่น Nike Air Force 1, Adidas Forum, Nike Dunk และช่วงเวลา 1999-2000 เป็นยุคที่ hype สุดๆ แล้ว พวกของที่เป็น Limited Edition เริ่มทยอยออกมาเรื่อยๆ ขนาดราคารองเท้าเป็น 3 เท่าจากราคา Retail ยกตัวอย่างเช่น Nike Air Force 1 3M ที่ออกมาในช่วงปี 2001 พี่ซื้อในราคา 10,000 บาท นั่นเป็นคู่แรกที่แพงสุดในชีวิตเลยนะ แต่ก็ซื้อเพราะมันเจ๋งมากๆ ซึ่งแต่ก่อนไม่มีนะ ถ้าหลุดออกจากร้านไปแล้วใครจะซื้อ ไม่มีคนสนใจแล้ว แต่ยุคนั้นนี่ดีไซน์เริ่มดีขึ้นมาก Nike นี่บุกตลาดมาก เอาพวก Retro กลับมาบ้าง ทำเป็น Nike Dunk SB รุ่นแรกที่เป็น Nike Dunk คนในยุคนั้นก็โหยหากันอยู่แล้ว ก็ต้องซื้อ และเค้าก็ไม่ได้คิดว่าความต้องการจะแพร่ไปในวงกว้างขนาดนั้น แพร่มาถึงเอเชีย ญี่ปุ่นทั้งๆ พอมาดูในไทยคนที่ใส่ก็เด็กนอกทั้งนั้น ที่ใส่กันเยอะๆ ในสมัยนั้นก็พวก Air Jordan หรือ Air Flight ซึ่งถือเป็นรุ่นที่ได้รับความนิยมตลอดกาลเพราะ Air Jordan แพงและหายาก Air Flight ถูกกว่า มีขายทุกที่ สมัยนั้นราคา 1,600 บาท ส่วน Converse Made in USA ขายกันคู่ละ 450 บาท (ช่วงปี 88) พอเราเริ่มมีรายได้เป็นของตัวเอง ก็เลยอยากได้รองเท้าที่อยากได้ ไม่ได้แคร์ว่าใครจะรู้จัก เพราะเด็กสเก็ตจะชอบรองเท้า กางเกงตัวเดียวก็ได้ เสื้อก็ไม่ได้แพงมาก แต่ก่อนตัวละ 450-700 บาท ตอนนั้นมีหลายร้อยคู่ ใส่ๆ อันไหนที่ใส่แล้วไม่ชอบ ก็ขายไปบ้างก็เลยลดจำนวนไปเรื่อยๆ เพราะตลาดเริ่มไม่สนุกแล้ว เริ่มเกร่อ พอเห็นกระแสดีก็เริ่มไม่ใช่ Limited แล้ว คู่ไหนที่ชอบก็เก็บไว้ ตอนนี้ยังใส่ไม่หมดเลยนะ บางคู่ยังไม่เคยใส่เลย (หัวเราะ) อย่าง Nike Dunk Low SB Supreme สีดำ มี 2 คู่ก็ยังไม่ได้ใส่ Blazer SB Supreme สีแดงก็ยังไม่ได้ใส่ สีขาวขายไปแล้วเพราะไม่ได้คิดว่าต้องเก็บเป็นชุด เอาที่ชอบ เพราะไม่รู้จะเก็บของที่ไม่ได้ชอบไปทำไม สมัยนี้บางคู่ราคาไม่ได้แพงอะไร แต่เราชอบ ก็ซื้อนะ คือผ่านจุดนั้นมาแล้ว ตอนนี้ไปใส่พวก Airwalk Retro ด้วยเพราะมันตรงยุคเรา และไม่เคยได้เลย ได้แต่มองเค้าใส่ ซื้อมือสองมาก็พังไปหมดแล้ว แบบนี้มัน Happy กว่า ไม่ต้องไปห่วงว่าของที่ออกแล้วเราจะไม่ได้ อีกอย่างวัสดุสมัยนี้ก็ไม่เหมือนเมื่อก่อน บางรุ่นใส่ไม่กี่ครั้งก็สีแตก รู้ทั้งรู้เราก็คงไม่ซื้อแล้ว แต่ถ้าเป็นแต่ก่อนนะ แตกก็รู้ แต่จะเอา (หัวเราะ)

– อยากให้พี่ฝากแง่คิดให้กับน้องๆ สักหน่อยครับ

ตามใจตัวเอง ตามวัย ถ้าไม่เคยทำ เดี๋ยวก็ได้ทำ ถ้าทำไปแล้วเดี๋ยวก็เบื่อ ทุกวันคือการเรียนรู้และพัฒนาประสบการณ์ของเราต่อไป

Interviewed by @biggieforce1 

Photo by @junesis

Location: Preduce Shop, Siam Square Soi 1

 

 

Editor

Gonzarez11 ( 2062 posts )
-

RELATE BLOG