Air Max vs Boost ศึกชิงสุดยอดเทคโนโลยีสำหรับรองเท้าวิ่ง

หากคุณเป็นคนที่ชื่นชอบรองเท้าผ้าใบ  คงปฏิเสธไม่ได้เลยว่าสองแบรนด์ดังอย่าง  Nike  และ  adidas  ต้องอยู่ในอันดับแรกๆที่คุณคุ้นหูและรู้จักอย่างแน่นอน  ซึ่งทั้งสองแบรนด์นั้นเรียกได้ว่าเป็นคู่แข่งกันในตลาดอุตสหกรรมรองเท้ามาโดยตลอด  และการแข่งขันนี้เองที่ทำให้แต่ละแบรนด์ต้องคิดค้นและพัฒนาผลิตภัณฑ์ของตัวเองอย่างต่อเนื่อง  เพื่อให้ได้เทคโนโลยีที่ดีที่สุดออกสู่ตลาด  ซึ่งในบทความนี้เราจะขอพาคุณไปรู้จักกับสองเทคโนโลยี  ที่เรียกได้ว่าเป็นจุดขายของทั้งสองแบรนด์  มาทำความเข้าใจเพื่อเป็นข้อมูลในการตัดสินใจก่อนซื้อได้ง่ายขึ้น  เพราะหลายคนอาจสงสัยว่า  ทำไมเดี๋ยวนี้ราคารองเท้านั้นแพงขึ้น  ซื้อมาแล้วจะคุ้มค่าไหม  ใส่แล้วจะเป็นอย่างไร  เรามาค้นหาคำตอบไปด้วยกัน

Nike Air Max  เป็นรองเท้าที่เป็นเทคโนโลยีเฉพาะของทาง  Nike  ซึ่งมีประวัติมาอย่างยาวนาน  และมีโมเดลรองเท้าที่ใช้เทคโนโลยี  Air Max  อยู่หลายรุ่น  ถือว่าเป็นจุดขายของทาง  Nike  เลยก็ว่าได้  แต่ยุคสมัยย่อมมีการเปลี่ยนแปลง  คู่แข่งทางการตลาดก็เพิ่มมากขึ้น  การที่จะผลิตรองเท้าในสมัยนี้จะให้เน้นความสวยงามอย่างเดียวก็คงไม่ได้  ต้องมีการพัฒนาของเรื่องเทคโนโลยีเข้ามาอีกด้วย  เพราะปัจจุบันการซื้อรองเท้าแต่ละคู่นั้นมันมีปัจจัยเกิดขึ้นหลายอย่าง  ทั้งเรื่องของดีไซน์  คุณภาพ  และรวมถึงเรื่องของการใช้งานอีกด้วย   

adidas  ได้ออกแบบเทคโนโลยีรองเท้าขึ้นมาใหม่  เพื่อที่จะตอบโต้ทาง  Nike  บ้าง  จึงเป็นจุดเริ่มต้นของเทคโนโลยีที่เรียกว่า  Boost  แต่เนื่องจากเป็นเทคโนโลยีใหม่ที่พึ่งถูกคิดค้นขึ้นมาได้ไม่นาน  หรือประมาณเมื่อปี 2013  ที่ผ่านมา  ทำให้  adidas  ต้องมีการปรับปรุงและพัฒนามากยิ่งขึ้น  ด้วยความต้องการที่จะเป็นผู้นำทางการตลาดด้านอุตสาหกรรมรองเท้าผ้าใบ  ในปีที่ผ่านมาก็ถือว่ามีการเปลี่ยนแปลงหลายอย่างมาก  adidas  จะสามารถขยับขึ้นมาเป็นผู้นำได้หรือไม่ ลองมาติดตามกันครับ

เริ่มจาก  Nike  กันก่อนเลย  เพราะถ้าพูดถึง  Air Max  หลายคนก็จะเห็นภาพรองเท้า  Nike  ลอยเข้ามาเลย  ทั้งที่มีหลายแบรนด์ได้นำเทคโนโลยีนี้ไปยัดใส่กับรองเท้าของตัวเองด้วยเหมือนกัน  เนื่องจากเทคโนโลยีนี้ถูกคิดค้นครั้งแรกเมื่อปี  1987  ซึ่งนานมาก  หลายคนอาจยังไม่เกิดเลยด้วยซ้ำ  (รวมถึงผู้เขียนเองด้วย)  Nike  ออกแบบและผลิตรองเท้าที่ชื่อว่า  Nike Air Max 1  ออกมา  โดยพื้น (Sole)  ของรองเท้าคู่นี้มีส่วนที่เป็นอากาศถูกใส่เข้าไปด้านใน  เพื่อรองรับแรงกระแทกจากเท้าของผู้สวมใส่  ทำให้รู้สึกสวมใส่สบาย  ถือเป็นผลงานชิ้นโบว์แดงของ  Tinker Hatfield (เฮดดีไซเนอร์)  เลยก็ว่าได้  เพราะเสียงตอบรับออกมาดีมาก  ทั้งในเรื่องของเทคโนโลยี  และรูปร่างหน้าตาของรองเท้า  จนกลายเป็นที่นิยมของคนทั่วทั้งโลก

หลังจากนั้น  Nike  ก็ไม่เคยหยุดคิดค้น  และพัฒนาเทคโนโลยี  Air Max  ของตัวเองมาอย่างต่อเนื่อง  เพราะความต้องการจะเป็นผู้นำและอยู่เหนือคู่แข่ง  ตลอดระยะเวลากว่า 30 ปี  Nike  ได้ออกแบบและพัฒนาเทคโนโลยี  Air Max  มาแล้ว 9 โมเดล  ในแต่ละโมเดลก็จะมีความแตกต่างกันไปทั้งในเรื่องของคุณภาพ  รูปร่างหน้าตา  หลายรุ่นได้รับเสียงตอบรับที่ดี  หลายรุ่นก็ไม่สามารถทำตลาดได้เช่นกัน  และแน่นอนว่าตั้งแต่โมเดลแรก  จนถึงโมเดลล่าสุด  Nike  ได้พัฒนาไปในทางที่ดีขึ้นอย่างแน่นอน

สำหรับ  Nike Air Max  รุ่นที่ได้รับนิยมสูงสุดก็คงจะหนีไม่พ้น  Nike Air Max 1  และ  Nike Air Max 90  แน่นอน  เพราะด้วยรูปทรงหน้าตาที่สวมใส่ง่าย  ถึงแม้ว่าโมเดลอื่นๆจะไม่สามารถทำตลาดได้ดีเท่าสองรุ่นนี้  ทาง Nike  ก็พยายามโปรโมทด้วยวิธีการต่างๆ  แต่ถ้าเรามองไปในเรื่องของเทคโนโลยีมากกว่ารูปร่างหน้าตาของรองเท้า  มันก็สามารถตอบโจทย์การใช้งานของคุณได้ดีเช่นกัน

และโมเดลที่จะพูดถึงในบทความนี้คือ  Nike Air Max 2015  เพราะเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ของ  Nike  เลยก็ว่าได้  เพราะในส่วนของพื้นรองเท้านั้น  ไม่มีวัสดุที่เป็นโฟมเหมือนในรุ่นก่อนๆมาเป็นส่วนประกอบเลยแม้แต่ชิ้นเดียว  สำหรับ  Nike Air Max 2015  นั้นได้หันมาใช้เทคโนโลยีที่เรียกว่า  Maximum Air, Maximum Flexible  ที่หมายความว่าพื้นรองเท้าที่อัดแน่นเต็มพื้นรองเท้า  และสามารถยืดหยุ่นตามการใช้งานได้เป็นอย่างดี  แต่เทคโนโลยีนี้ได้ถูกทดสอบจากโมเดล  Air Max 2014  มาก่อนหน้านี้แล้ว

อย่างที่รู้กันว่าเทคโนโลยีนี้ถูกสร้างมาเพื่อรองเท้าวิ่ง  ซึ่งจะเน้นไปที่การรองรับแรงกระแทกจากการใช้งานทั้งในการวิ่งหรือเดิน  ต้องทำให้แรงกระแทกที่ส่งไปที่พื้นรองเท้าสามารถสลายตัวได้ดีที่สุด  โดยทาง  Nike  จะทำให้ผู้สวมใส่ได้รู้สึกว่ารองเท้านี้มันเด้งได้หลังจากที่ได้ลงน้ำหนักไปที่พื้น  โดยวัสดุที่นำมาผลิต  Air Sole  นั้นคือ  Translucent Rubber  เป็นยางโปร่งแสงที่มีความยืดหยุ่นสูง  จากโครงสร้างท่ออากาศ  Utilizing Tubular Construction  ในพื้นรองเท้าสามารถเพิ่มความแข็งแรง ทำให้ไม่ว่าคุณจะน้ำหน้ามากเพียงใด  ก็จะไม่เป็นปัญหาในการใส่รองเท้าคู่นี้  อีกทั้งเพิ่มช่องว่างในพื้นรองเท้า  Flex Grooves  เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นในการใช้งาน  นอกจานี้ทาง  Nike  ก็ได้นำเทคโนโลยีพื้นรองเท้านี้ไปใช้กับรองเท้ารุ่นต่างๆอีกด้วย  อย่างเช่น  Nike Flyknit Max  หรือ  Nike Air Max 2016

โมเดลรองเท้าที่ใช้พื้น Air Max 2015

พื้นรองเท้าที่ผลิตด้วย Translucent Rubber สามารถรองรับแรงกระแทกได้ทุกย่างก้าว

อากาศที่อัดเต็มใน Air Sole เพื่อรองรับแรงกระแทกได้ทุกสัดส่วน

ท่ออากาศ Utilizing Tubular ที่ช่วยรองรับน้ำหนักของผู้สวมใส่

การทำร่อง Flex Grooves ที่พื้นรองเท้าเพื่อเพิ่มความยืดหยุ่น

คราวนี้มาทางฝั่ง  adidas  ที่ในตอนนี้เรียกเสียงฮือฮาได้ดีที่สุด  กับเทคโนโลยีที่ตัวเองกล้าพูดได้เต็มปากว่า  “เป็นเทคโนโลยีสำหรับรองเท้าวิ่งที่ดีที่สุด"  โดยเทคโนโลยีนี้มีชื่อว่า  “Boost”  ซึ่งทาง  adidas  ไม่เคยทำมาก่อน  และเป็นความท้าทายใหม่ของทาง  adidas  อีกด้วย  เทคโนโลยีนี้เป็นการนำเม็ดโฟมที่ถูกเรียกว่า  Energy Capsules  มาเรียงอัดแน่นเป็นพื้นรองเท้า  ถูกคิดค้นขึ้นเมื่อปี 2013  ถือว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของอุตสาหกรรมรองเท้าเลยก็ว่าได้  ถ้าฝั่ง  Nike มี Air Sole  เป็นตัวรองรับแรงกระแทก  adidas  ก็มี  Energy Capsules  เป็นตัวรองรับแรงกระแทกเช่นกัน

ในการเปิดตัวรองเท้าที่ใช้พื้น  Boost  รุ่นแรกนั้นคือ  “Energy Boost”  ที่ถูกผลิตมาเพื่อสำหรับผู้ที่ต้องการรองเท้าวิ่งที่ให้ความสบายในขณะสวมใส่  ทั้งยังซึมซับแรงกระแทกได้ดีอีกด้วย  เพราะพื้นรองเท้าที่มีเม็ดโฟมแบบ  EVA (Ethylene-Vinyl Acetate)  ที่ถูกอัดแน่นกว่า 1,000 ชิ้น  แต่ด้วยที่ว่าหน้าตาของรองเท้าคู่นี้ไม่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของผู้สวมใส่มาก  จึงทำให้กระแสตอบรับนั้นค่อนข้างเงียบ

ต่อมา  adidas  ได้ปรับปรุงแนวทางของการผลิตรองเท้าให้ตอบโจทย์ผู้สวมใส่ได้มากยิ่งขึ้น  โดยเปิดตัวรองเท้าที่มีชื่อว่า  “Pure Boost”  ซึ่งในส่วนพื้นรองเท้านั้นถูกสร้างขึ้นด้วยเทคโนโลยี  Boost  ขนาดใหญ่  โดยใช้เม็ดโฟม  หรือที่ถูกเรียกว่า  “Energy Boost”  กว่า 2,400 ชิ้นบีบอัดเข้าด้วยกัน  และที่สำคัญเม็ดโฟมนี้  ไม่ได้ถูกผลิตจากวัสดุ  EVA  อีกแล้ว  ทำให้สามารถซึมซับแรงกระแทกได้ดีกว่ารุ่นก่อน  ขนาดที่ว่า Fashion Icon  อย่าง  Kanye West  ได้ลองสวมใส่แล้วถึงกับอุทานว่า  “This is amazing”

เทคโนโลยีนี้ถูกพัฒนาโดยสถาบัน  BASF  ซึ่งเป็นบริษัทที่ทำการวิจัยเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์เคมีภัณฑ์  ซึ่งทำให้ทาง  adidas  มั่นใจได้เลยว่า  เทคโนโลยีนี้จะเปลี่ยนแปลงอนาคตของอุตสาหากรรมรองเท้าวิ่งได้แน่  ในปัจจุบันนี้มีหลายบริษัทที่ยังคงนิยมใช้  EVA  พลาสติกโฟมในการผลิตพื้นรองเท้า  แต่ทาง  adidas  เลือกที่จะใช้  TPU (Thermoplastic Polyurethane)  ในการผลิตพื้นรองเท้า  ด้วยเหตุผลที่ว่า  พื้นรองเท้าจะไม่เปลี่ยนรูปแม้ว่าจะใช้งานในรูปแบบไหน หรือสัมผัสกับอุณหภูมิที่เปลี่ยนไป

การพัฒนาของเทคโนโลยีในอุตสาหกรรมรองเท้ายังไม่หยุดอยู่แค่นี้  อยากให้ทุกคนลองนึกภาพเม็ดโฟม  Energy Capsules  กว่า 3,000 ชิ้น  ถูกนำมาเรียกต่อกันเพื่อสร้างเป็นพื้นรองเท้านั้น  จะสามารถรองรับแรงกระแทกได้ดีขนาดไหน  การดูดซับบแรงกระแทกจากการใช้งานที่ถูกส่งผ่านไปยังเม็ดโฟมที่เรียงตัวต่อกันจะสามารถทำให้เราสวมใส่ได้สบายมากยิ่งขึ้น  โดยทาง  adidas  ได้พัฒนามาจนถึงเทคโนโลยีที่มีชื่อว่า  “Ultra Boost”  ที่ช่วยรองรับแรงกระแทกได้มากกว่ารองเท้าทั่วไปถึง 20%  แถมเจ้าตัวก็ยังมั่นใจอีกว่านี่แหละ  “The Best Running Shoes Ever”  เพราะเทคโนโลยีนี้ถูกทดสอบโดยนักวิ่งอย่าง  Yohan Blake  และนักบินอวกาศจาก  NASA  อีกด้วย  แต่จะเป็นอย่างนั้นหรือเปล่าก็ต้องไปลองหาซื้อมาใส่กันดูนะครับ

โมเดลรองเท้าที่ใช้พื้น Boost และกำลังเป็นที่นิยม

ส่วนประกอบของเทคโนโลยีที่มีชื่อว่า Ultra Boost

เม็ดโฟม Energy Capsule ที่เรียงต่อกันกว่า 3,000 ชิ้น

พื้นรองเท้าแบบ TPU ชนิดพิเศษ และดีกว่าวัสดุที่เป็นแบบ EVA

ความยืดหยุ่นของพื้นรองเท้าที่ผลิตด้วยเทคโนโลยี Boost

 

บทสรุป

Nike

สำหรับ  “The best Max Air platform ever”  ของ  Nike Air Max 2015/2016  นั้นมีราคาอยู่ที่ 6,700 บาท  หากเทียบกับเทคโนโลยีที่ได้นั้นถือว่าสมเหตุสมผล  ส่วน  Nike Flyknit Max  ที่ตัวรองเท้าเป็น  Flyknit  ใช้พื้น  Nike Max  นั้นราคาอยู่ที่ 9,500 บาท  ซึ่งถือว่าสูงอยู่พอสมควร  แต่แลกกับเทคโนโลยีที่ทำให้สวมใส่สบายขึ้น  ก็ถือว่าคุ้มค่าสำหรับคนที่ต้องการความสุด

จุดเด่นของพื้น  Air Max 2015  นั้นคงเป็นเรื่องของการรับนำหนักของผู้สวมใส่ได้มาก  รวมถึงการดูดซับแรงกระแทกที่ดีกว่า  Air Max  ทุกรุ่น  การไม่ใช้วัสดุโฟมในส่วนของพื้นรองเท้าทำให้เราหมดกังวลได้เลยว่าพื้นรองเท้าเรานั้นจะพัง  เพราะวัสดุที่นำมาผลิตพื้นรองเท้านี้มีความยืดหยุ่นสูงมาก  การยึดเกาะพื้นก็ทำได้ดีเช่นกัน

adidas

ในส่วนของพื้น  Boost  นั้นถือว่าเป็นเทคโนโลยีใหม่จากทาง  adidas  ที่กระแสตอบรับตอนนี้ดีเกินคาด  จากยอดขายของ  Adidas Ultra Boost  แถมยังกล้าพูดว่า  “The best Running Shoes ever”  อีกด้วย  ราคาขายอยู่ที่ 6,990 บาท  หากเป็นสียอดนิยมที่มีความต้องการมาก  ก็ขายหมดได้ภายในไม่กี่วันเช่นกัน

จุดเด่นของพื้น  Boost  คือการใช้เม็ดโฟมที่บีบอัดแน่นอยู่หลายพันชิ้นมาดูดซับแรงกระแทก  และกระจายน้ำหนักได้เต็มฝ่าเท้าเป็นอย่างดี  แถมยังไม่เปลี่ยนสภาพเมื่อเจออุณหภูมิที่เปลี่ยนแปลง  ความยืดหยุ่นของพื้นรองเท้าสามารถปรับเปลี่ยนรูปทรงตามการเคลื่อนไหวของผู้สวมใส่ได้โดยไม่เกิดความเสียหาย  แต่ต้องยอมรับว่าการยึดเกาะพื้นที่เปียกนั้นยังทำได้ไม่ดีเท่าที่ควร

 

ใครที่มีความสนใจอยากจะลองทดสอบการใช้งานของรองเท้าทั้งสองแบบนั้น  ก็สามารถเข้าไปลองได้ที่ตัวแทนจำหน่าย  Nike  และ  Adidas  ได้ทั่วประเทศนะครับ  มีให้ทุกท่านได้เลือกลอง  และเลือกซื้ออย่างแน่นอน  ส่วนรองเท้าแบบไหนจะดีที่สุดก็ขึ้นอยู่กับโครงสร้างของเท้าผู้สวมใส่ด้วย  ดังนั้นควรเลือกรองเท้าให้เหมาะสมกับตัวเรานั้นดีที่สุดครับ

 

เครดิตรูปภาพ:  hypebeast,  kicksonfire,  ronniefieg,  solecollector,  pinterest,  nike,  and  adidas

เครดิตข้อมูล:  http://gizmodo.com/,  http://blog.champssports.com/,  http://www.complex.com/,  and  http://www.pocket-lint.com/

 

 

 

 

 

 

Editor

swagerun ( 296 posts )
-

RELATE BLOG