5 สุดยอดสนีกเกอร์ที่ออกแบบโดย Tinker Hatfield ยอดดีไซน์เนอร์ในตำนานแห่ง Nike

 

ในวินาทีแรกที่สถาปนิกหนุ่มมาดเซอร์เดินเข้ามาในอาคารของ Nike เมื่อปี 1981 ใครจะรู้ว่าหลังจากนั้นแบรนด์ Nike จะกลายเป็นแบรนด์รองเท้ากีฬาอันดับหนึ่งของโลกตลอดกาลนับจากวินาทีนั้นที่เขาเดินเข้ามา …

 

ยิ่งไปกว่านั้นชื่อของผู้ชายคนนี้คือชื่อที่เปลี่ยน "ประวัติศาสตร์วงการสนีกเกอร์" ไปโดยสิ้นเชิง ด้วยแนวคิดและปรัชญาในงานออกแบบรองเท้าอันเฉียบขาดและน่าสนใจ ทำให้สิ่งที่เขาออกแบบมาอย่างมากมายให้กับแบรนด์ Swoosh แบรนด์นี้ กลายเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้ Nike เป็นแบรนด์ที่ไม่มีใครไม่รู้จัก

นอกจากความล้ำสมัยในรูปทรงดีไซน์และการใช้งานและฟังก์ชั่นที่คาดไม่ถึง ความคิดอันล้ำยุคของเขาคือสิ่งที่ Tinker Hatfield มอบไว้ให้กับโลกใบนี้

เพราะบางท่านที่ได้อ่านบทความต่อไปนี้อาจจะเพิ่งรู้ด้วยซ้ำว่า "รองเท้าที่กำลังฮิตกันอยู่ทุกวันนี้ ถูกออกแบบด้วยมันสมองของเขา เมื่อ 20 ปีแล้วด้วยซ้ำ"

ดังนั้นในวันนี้ทางเราจะพาทุกท่านไปรู้จักกับ 5 สุดยอดสนีกเกอร์ที่ออกแบบโดย Tinker Hatfield  จะมีคู่ไหนที่ติดอยู่ในโผรายชื่อนี้บ้าง ลองตามไปดูกัน !

 

 

Air Jordan III

Tinker Hatfield ออกแบบรองเท้ารุ่นยอดฮิตอย่าง Nike Air Jordan ไว้หลายรุ่นมาก แต่รองเท้ารุ่น Nike Air Jordan lll คู่นี้คือหนึ่งในโมเดลที่ผู้คนต่างขนานนามให้ว่าเป็นรุ่นที่สวยที่สุดของตระกูลจั๊มพ์แมน อีกทั้งเรื่องราวของรองเท้าคู่นี้ก็มีความน่าสนใจอยู่ไม่น้อย

เพราะว่าในวันที่ Michael Jordan ลังเลที่จะต่อสัญญากับทาง Nike (เนื่องจาก Peter Moore และ Rob Strausser ได้ตัดสินใจถอนตัวออกไป) ดีไซน์ของรองเท้าคู่นี้ก็ทำให้ MJ เปลี่ยนใจเลือกที่จะอยู่ต่อกับ Nike และส่งผลให้ในปีที่รองเท้าคู่นี้ออกวางจำหน่ายเป็นครั้งแรก ก็เป็นปีที่เขาคว้าตำแหน่ง MVP (ผู้เล่นทรงคุณค่า) ประจำฤดูกาล 1987-1988 อีกด้วย

 

 

Huarache

“วันนี้คุณกอดเท้าของคุณหรือยัง?” คือ คำโฆษณาของ AIR HUARACHE ปี 1992 และยังเป็นประโยคที่ใช้สื่อถึงความเรียบง่ายและคุณสมบัติเด่นที่แฝงอยู่ในรองเท้ารุ่นนี้ ที่ผ่านการศึกษาและสร้างสรรค์โดย Tinker Hatfield

จนทำให้รองเท้าในตระกูลแอร์ฮูราเช่รุ่นหลังยังคงรักษาแนวทางการออกแบบ “น้อยแต่มาก” ซึ่งมีแม่แบบมาจากรองเท้าสกีน้ำ กีฬาเอ็กซ์ตรีมยอดฮิตของคนอเมริกันในช่วงฤดูร้อน

จุดเด่นของรองเท้ารุ่นนี้อยู่ที่ความสบายในการสวมใส่ และมีความยืดหยุ่นสูง ให้ความรู้สึกกระชับเท้า โดยรองเท้ารุ่นนี้จะมีน้ำหนักเบา แต่กลับให้ความกระชับและมอบความรู้สึก “ถูกกอด” แก่เท้าของผู้สวมใส่

ซึ่งนี่ก็เป็นอีกหนึ่งชอยส์ที่ดาราและซูเปอร์สตาร์โลกกีฬาหลายท่านเลือกเป็นรองเท้าตัวเก่งในชีวิตประจำวัน แม้กระทั่งเจ้าของฉายาและแบรนด์จั๊มพ์แมนอย่าง "ไมเคิล จอร์แดน" ยังสวมใส่รองเท้าคู่นี้

 

 

Air Max 1

จุดเด่นของรองเท้า Nike Air Max นั้นคงหนีไม่พ้นพื้นของรองเท้าที่ใช้เทคโนโลยี Air Sole Unit ซึ่งถูกคิดค้นขึ้นมาในปี 1979 โดยเริ่มต้นจากการที่ Frank Rudy ผู้ซึ่งเป็นวิศวกรด้านอากาศยานนำไอเดียนี้เข้าไปพูดคุยกับ Phil Knight ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ก่อตั้งร่วมของทาง Nike และเขาได้ร่วมทำการออกแบบจนได้เป็น "Air Sole Unit " ขึ้นมา 

Nike Air Max ถือเป็นรองเท้าของ Nike คู่แรกที่ตัวรองเท้ามีช่องใสเผยให้เห็นเทคโนโลยี Air Sole Unit ซึ่งที่ของเทคโนโลยี ก็อย่างที่กล่าวไปแล้วว่า Tinker Hatfield นั้นสำเร็จการศึกษาด้านสถาปัตยกรรมมาก่อน

ขณะที่เขากำลังออกแบบรองเท้าคู่นี้นั้น จึงได้มีการผสมผสานความรู้ด้านสถาปัตยกรรมเข้าไปด้วย โดยใช้ลักษณะโครงสร้างอาคารที่ชื่อว่า Centre Pompidou ในเมืองปารีส เป็นแรงบันดาลใจ

พร้อมกันนั้นแคมเปญ “Revolution” ของ Nike ในปี 1987 เนื่องจากรองเท้า Nike Air Max นั้นเปรียบเสมือนการปฏิวัติ "วงการรองเท้าวิ่ง" กันใหม่ การออกแบบโครงสร้างของรองเท้ารูปแบบใหม่ที่เน้นให้รองเท้าช่วยรับแรงกระทำที่เกิดขึ้นบริเวณฝ่าเท้าและข้อเท้าเพิ่มมากขึ้นจากรองเท้าวิ่งในสมัยก่อน  

ซึ่งงบโฆษณาและแคมเปญในปีนั้นมีมูลค่าสูงถึง 7,000,000 เหรียญเลยทีเดียว จึงเป็นอีกหนึ่งแผนการตลาดที่ประวัติศาสตร์จำต้องจารึกไว้ในสมัยนั้น

 

 

Air MAG

แน่นอนว่าสนีกเกอร์รุ่นหนึ่งที่ถือว่าได้สร้างเอฟเฟ็คท์ "ปรากฏการณ์รองเท้าสนีกเกอร์ " ได้อย่างรุนแรงต่อเหล่ามนุษย์สนีกเกอร์เฮดทั่วโลก เห็นจะหนีไม่พ้น "Nike Mag" ซึ่งสวมใส่โดย Michael J.Fox ในภาพยนตร์เรื่อง Back To The Future II

ด้วยรูปทรงข้อสูง แถบเรืองแสง และระบบผูกเชือกอัตโนมัติควบคู่กับดีไซน์ล้ำสมัยอันเป็นภาพสะท้อนของ "รองเท้าแห่งโลกอนาคตในปี 2015"

วันที่รองเท้าคู่นี้ได้ยลโฉมสู่สายตาประชาชนครั้งแรกนั้นคือในปี 1989 และกินเวลากว่า 27 ปีที่ Nike จะสามารถผลิตรองเท้าที่ตรงตามคุณสมบัติที่กล่าวไว้ข้างต้นให้เหมือนกับที่อุปมาขึ้นไว้บนโลกของแผ่นฟิล์ม

จุดเริ่มต้นของการพัฒนา "Nike Mag" อย่างจริงจังเริ่มต้นในปี 2008 เมื่อข้อมูลโครงการการออกแบบเทคโนโลยี "auto-lacing" (ระบบผูกเชือกอัตโนมัติ) ได้ถูกเผยแพร่เป็นครั้งแรกต่อสาธารณชน

ซึ่งชื่อของ Tinker Hatfield ก็ปรากฏอยู่ในผู้ร่วมพัฒนาโครงการนี้ด้วย เช่นกันกับชื่อของ Tiffany Beers นักพัฒนารองเท้าสนีกเกอร์ชื่อดังจากค่าย Nike ผู้สืบสานความฝันวาดวิมานในอากาศของเขาให้กลายเป็นความจริงในภายหลังนั่นเอง

 

 

Sock Dart

Sock Dart เป็นหนึ่งในผลงานการออกแบบของ “HTM” โปรเจกต์พิเศษที่เกิดขึ้นในปี 2002 จากความร่วมมือของ 3 ดีไซน์เนอร์ระดับอาจารย์ อย่าง “Hiroshi Fujiwara” (ผู้ก่อตั้ง Fragment Design) “Tinker Hatfield” รองประธานฝ่ายความคิดสร้างสรรค์ และ “Mark Parker” ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Nike ครับ ซึ่งทั้ง 3 คนนั้นมีจุดมุ่งหมายเดียวกันคือร่วมสร้างรองเท้าที่มีความล้ำสมัยแบบไร้ขีดจำกัด 

แรงบันดาลใจในการออกแบบนั้นมาจากรุ่น “Sock Racer” รองเท้าวิ่งในปี 1985 ซึ่งเป็นรองเท้าที่ไม่มีเชือก บวกกับความสำเร็จในการของรุ่น “Air Presto” ในปี 2000 ที่พิสูจน์ให้เห็นว่า “เชือกรองเท้า” นั้นไม่มีความจำเป็นแต่อย่างใด

วัสดุที่ใช้ในการผลิต Sock Dart นั้นเป็นผ้ายืดที่ถักทอ โดยผ่านการคำนวณและสร้างลวดลายจากคอมพิวเตอร์ กระชับเข้ากับรูปเท้าและมีน้ำหนักเบาอีกด้วย (เป็นเทคโนโลยีต้นแบบของ Flyknit)

มาพร้อมกับสายรัด Strap ที่เสมือนเป็นส่วนหนึ่งของ Midsole ช่วยเพิ่มความกระชับในการสวมใส่ยิ่งขึ้นครับ เป็นหนึ่งในโมเดลที่ทันสมัยที่สุดของโปรเจกต์ “HTM”

Source : Menswearstyle UK

Editor

Beautibew ( 1748 posts )
ไม่เท่ห์ครับ

RELATE BLOG