Supreme x Nike : รวบรวมประวัติศาสตร์อันยาวนานของสุดยอดงานคอลแลปส์แห่งวงการสตรีทแฟชั่น

เกือบสองทศวรรษที่สุดยอดแบรนด์สเก็ตจากนิวยอร์คอย่าง Supreme ได้ร่วมงานกับแบรนด์รองเท้าในตำนานระดับโลกอย่าง Nike ซึ่งถึงแม้ว่าทาง Supreme จะขึ้นชื่อเป็นอย่างยิ่งในเรื่องของความจับฉ่ายในงาน Collaboration ที่มักจะร่วมงานกับแบรนด์อื่น ๆ ซึ่งมีตั้งแต่แบรนด์ของเล่น , เสื้อผ้าแฟชั่น และ รองเท้า ที่มีลิสท์ของสุดยอดแบรนด์อย่าง Vans และ Timberland รวมอยู่ในลิสท์เพื่อนฝูงที่เคยร่วมงานด้วยของพวกเขา

แต่ถ้าเราจะพูดถึงความนิยมในตัว "รองเท้า" การร่วมงานระหว่าง Supreme และ Nike คือตำนานที่ไม่มีวันเสื่อมคลาย และในวันนี้เราขอเรียนเชิญทุกท่านมาพบกับ ประวัติศาสตร์งานคอลแลปส์ของทั้งสองแบรนด์ที่มีมาอย่างยาวนาน ให้พวกท่านได้อ่านกันจากบทความข้างล่างนี้

 

2002: Nike Dunk Low Pro SB Supreme
 

ย้อนกลับไปในปี 2002 ยุคก่อนหน้าที่ YEEZYs และ NMDs เรืองรอง นั่นเป็นยุคของ Nike Dunk SB รองเท้าสเก็ตที่นำเอาโมเดล Nike Dunk มาปรับปรุงใหม่สำหรับสายสเก็ตบอร์ดอย่างแท้จริง และเป็นยุคที่การแต่งตัวสนุกสนานเป็นอย่างยิ่ง ด้วยชอยส์ตัวเลือกที่หลากหลายของตัวโมเดลเอง Mulder Dunk SB, Forbes Dunk SB, Gino Dunk SB และ Supa Dunk SB ชื่อเหล่านี้ล้วนเป็นชื่อที่คุ้นหู และเป็นที่จดจำของวัยรุ่นในยุคนั้น และแน่นอนว่า รุ่นที่เป็นหมุดหมายแห่งยุคปีนั้น ก็คือ Nike Dunk Low Pro SB Supreme ตัวนี้

ถามว่า เอ๊ะ ทำไมรองเท้ารุ่นนี้ถึงสำคัญขนาดนั้น ทั้งที่ในยุคนั้นก็มีรองเท้ารุ่นต่าง ๆ มากมายของซีรี่ย์ Nike Dunk SB ออกมาเป็นว่าเล่น ก็ต้องบอกว่ามันเป็น "ยุคตื่นทอง" ของงาน Collaboration ด้วยส่วนหนึ่ง เพราะว่าแรกเริ่มเดิมที Supreme ก็ยังไม่ได้ดังเป็นพลุแตกอะไรขนาดนั้นเหมือนทุกวันนี้ แต่สำหรับชาวสเก็ตบอร์ดและชาวสนีกเกอร์เฮดแล้ว Supreme เป็นเหมือนบ้าน

เพราะภายในช็อป Supreme ที่นั่นจะมีบรรยากาศเฉพาะตัวอยู่ ที่ ๆ เด็กสเก็ตสามารถมารวมตัวกันได้อย่างไม่เคอะเขิน ช็อป Supreme ยิ่งใหญ่ในใจของพวกเขาอยู่เสมอมา เพราะมันเป็นมากกว่า "ร้านขายเสื้อผ้า" เพราะที่นั่นพวกเขาสามารถรวมตัวกลุ่มก้อนที่ถูกเรียกว่า "Sub-Culture" ได้อย่างลงตัว ซึ่งนั่นทำให้ Supreme ได้รับความเคารพจากคนกลุ่มนี้อยู่เสมอมา นั่นจึงทำให้รองเท้าคู่นี้โคตรน่าสนใจสำหรับวัยรุ่นในยุคนั้น

และอีกหนึ่งความโดดเด่นที่หลายคนอาจจะมองข้ามไป นั่นก็คือ "ลายช้าง" ลายเซ็นต์เอกลักษณ์ของ "Tinker Hatfield" นี่แหละ ถึงแม้ว่าทุกวันนี้เราจะเห็นลายช้างอยู่บนรองเท้าสนีกเกอร์แทบจะทุกรุ่น แต่ในช่วงเวลานั้นมีเพียงโมเดล Air Jordan III เท่านั้น ที่มีลวดลายเอกลักษณ์ และเป็นที่รุ้จักของคนในยุคนั้น ซึ่งงาน Collaboration ชิ้นแรกระหว่าง Nike กับ Supreme ตัวนี้ แบรนด์สเก็ตแดนนิวยอร์คก็แสดงความเคารพต่อพี่ใหญ่ ด้วยการนำเอาลายช้างมาใส่ลงบนโมเดล Nike SB Dunk ตัวนี้

และในยุคที่อินเทอร์เน็ตยังไม่มีบทบาทสำคัญเท่ากับทุกวันนี้ กระแส "ปากต่อปาก" ก็เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้เกิดความไฮป์ในยุคนั้นขึ้น เพราะทาง Supreme จะวางจำหน่ายรองเท้ารุ่นนี้ด้วยจำนวนที่จำกัดเพียง 750 คู่เท่านั้น สำหรับสีดำ และ 500 คู่สำหรับสีขาว อีกทั้งยังวางจำหน่ายวันละไม่กี่คู่ในระยะเวลาเป็นสัปดาห์ นั่นจึงส่งผลให้มีคนมาต่อคิวตั้งแต่เช้าตลอดทั้งสัปดาห์เดือนตุลาคมในปีนั้นอย่างเนืองแน่น

และสืบเนื่องจากปรากฏการณ์ต่อคิวในครั้งนี้ ก็ต่อยอดให้ตำนาน Supreme x Nike ถือกำเนิดขึ้นอย่างเป็นทางการ จวบจนถึงปัจจุบัน …

 

2003: Nike Dunk High Pro SB Supreme

 

รุ่นต่อมาที่ถูกพูดถึงกันอย่างหนาหู คือโมเดลข้อสูงอย่างเจ้า Nike Dunk High Pro SB Supreme หลังจากที่ความนิยมในตัวของรุ่นแรกได้ระเบิดฟอร์มท็อปไปอย่างถล่มถลาย ท้ายที่สุดตัวแบรนด์ก็ได้พยายามอย่างยิ่งยวดที่จะสานต่อความสำเร็จนี้ ด้วยโมเดลที่พรีเมี่ยมยิ่งขึ้น ประจวบเหมาะกับการที่วัฒนธรรมฟอรั่มอย่าง "NikeTalk" เว็บบอร์ดชาวไนกี้ ที่เริ่มจะได้รับความนิยมจนถือได้ว่าเป็นหนึ่งในเว็บบอร์ดที่มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง สำหรับยุคสตรีทแวร์เฉิดฉายในตอนแรก

โมเดลตัวแซมเปิ้ลตัวแรกของ Nike Dunk High Pro SB Supreme ที่ไม่ได้วางจำหน่าย เพราะไม่ผ่านการรับรองจากทาง Nike

ซึ่งในคราวนี้ Supreme ก็มุ่งเป้าไปที่คอนเซ็ปท์สุดโอลด์สคูลอย่าง “Be True To Your School” ซึ่งเป็นแคมเปญดั้งเดิมของ Nike Dunk ที่ใช้มาตั้งแต่ปี 1985 และก็ได้นำคู่สีสุดคลาสสิคสามสี ได้แก่ “University Blue,” “College Orange” และ “Varsity Red.” มาเป็นพระเอกของงาน เฉิดฉายด้วยลิ้นรองเท้า "ลิ้นใหญ่" เอกลักษณ์ของโมเดล Nike Dunk SB การใช้หนังจระเข้ฟอก และจิวที่เขียนว่า "Supreme" สีทองระยิบระยับสุดงดงาม

วิธีวางจำหน่ายของรุ่นนี้ยังคงมีให้ลุ้นกันตามเคย ด้วยการวางจำหน่ายในระยะหนึ่งสัปดาห์ โดยจะปล่อยวางจำหน่ายวันละสี และให้สิทธิ์ซื้อเพียงหนึ่งท่านต่อหนึ่งคู่เท่านั้น …

 

2004: Nike Delta Force 3/4 SB Supreme

 

และบทที่สามของตำนาน Supreme x SB ก็ไม่ใช่บทบาทของโมเดล Nike Dunk SB อีกต่อไป เมื่อในครั้งนี้ทาง Supreme และ Nike ได้ตัดสินใจวางจำหน่ายโมเดล Nike SB Delta Force ซึ่งสืบเนื่องมาจากความพยายามของทาง Nike SB ที่พยายามจะทำให้เจ้ารองเท้าบาสเก็ตบอลตัวนี้ กลายมาเป็นรองเท้าสเก็ตแบบที่เคยประสบความสำเร็จกับ Nike Dunk มาในช่วงสองปีก่อน การร่วมงาน Collaboration กับ Supreme จึงถือเป็นโมเดลการตลาดที่ทาง Nike SB พยายามจะทำให้มันปังแบบที่เคยทำไว้ก่อนหน้า

แต่ช่างหน้าเศร้า เพราะด้วยความเรียบง่ายสุดแสนจะเชยของเจ้าโมเดลตัวนี้ อีกทั้งยังไม่มีโลโก้ใดใดของ Supreme ปรากฏอยู่บนรองเท้าคู่นี้ ทำให้รองเท้าคุ่นี้ไม่ได้เป็นที่สนใจสักเท่าไหร่ น่าเศร้าใจจริง …

 

2006: Nike Blazer SB Supreme

 

Nike Blazer ถือเป็นรองเท้ารุ่นที่คร่ำหวอดอยู่ในวงการสเก็ตบอร์ดมาอย่างยาวนาน (ถึงแม้ว่าตัวโมเดลในเริ่มแรกจะออกตัวว่าเป็นรองเท้าบาสเก็ตบอล) ทว่านับตั้งแต่ในช่วงยุคปี 70s ที่ Tony Alva โด่งดังกับการง่วนวาดลีลาสเก็ตของเขาในสระว่ายน้ำร้าง ด้วย Nike Blazer คู่นี้ เหล่าเด็กสเก็ตก็หมายมั่นที่จะสวมใส่มันกันให้วุ่น

และนี่ก็เป็นโอกาสที่ทาง Supreme ได้ปิ๊งไอเดียที่จะเปลี่ยนเจ้า Blazer SB จากมาดของรองเท้าเด็กสเก็ตธรรมดา ให้กลายมาเป็นรองเท้าสายลักซ์เซอรี่ดูดี ด้วยการอัพเกรดวัสดุระดับพรีเมียมอย่าง "หนังงู" ไปใช้ในตรงส่วนอัปเปอร์ ตรา Supreme สีทองงดงาม และปลายหุ้มเชือกสีทองระยิบระยับ ก็ทำให้รองเท้าคู่นี้ได้รับความสนใจจากชาวสนีกเกอร์เฮด และแฟชั่นนิสต้าในวงการเป็นอย่างมาก

2007: Nike Air Trainer 2 TW SB Supreme

 

และสำหรับงาน Collaboration ในปี 2007 ทาง Supreme ก็ได้หยิบยกที่จะนำเอาเจ้า Nike Trainer 2 “Totally Washable” มาเล่าใหม่ โดยนำเอาแรงบันดาลใจจากซีรี่ย์ Air Jordan ด้วยคู่สีสุดคลาสสิคอย่าง "Bred" และ "Royal" มาใส่ไว้ในโมเดลสุดคลาสสิคอีกหนึ่งตัวที่ถูกหลงลืมไปในยุคนั้นคู่นี้ อีกทั้งยังนำเอกลักษณ์ของโมเดล Air Jordan IV อย่าง "ตาข่าย" บริเวณข้างเท้ามาใส่ไว้ได้อย่างสวยงาม และเป็นการแสดงความเคารพอย่างถ่อมตัวต่อลูกพี่ใหญ่อย่างแอร์จอร์แดนได้อย่างน่าเอ็นดู

และที่สำคัญไปกว่านั้น นี่เป็นโมเดลตัวแรกที่นำเอาโลโก้ฟอนท์ "Futura Bold" ของซูพรีมมาใส่ไว้บนรองเท้า โดยรองเท้าคู่นี้ได้สลักโลโก้ดังกล่าวไว้ใต้พื้นรองเท้า ซึ่งใช้วัสดุยางใส และเป็นรองเท้าคู่แรกที่ออกวางจำหน่ายถึงสี่สี และมีวันวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการบนเว็บไซท์ ซึ่งส่งผลให้มีคนต่อแถวเข้าซื้อกันเต็มร้านค้า Supreme Lafayette Street store จนทางตำรวจเมืองนิวยอร์คต้องมาขอร้องให้ Supreme วางจำหน่ายรองเท้าทั้งหมดให้จบภายในวันเดียว เพราะมันส่งผลถึงร้านค้าใกล้เคียงเขาไม่ได้ทำมาหากินกัน !

 

2009: Nike Bruin Low SB Supreme

 

เป็นเหมือนกับโมเดลขั้วตรงข้ามของ Nike Blazers อยู่แล้วในช่วงปี 1972 กับการออกตัวว่าเป็นรองเท้าบาสเก็ตบอลทรงข้อต่ำ และเป็นที่นิยมอย่างมากสำหรับแก๊งค์เด็กสเก็ตโซน Southern Californian ในยุคนั้น ซึ่งด้วยความเรียบง่ายของโมเดลตัวนี้ ทาง Supreme ก็ได้ตัดสินใจที่จะแฝงกลิ่นอายจากฝั่งตะวันออก (East Coast) ลงไปบนรองเท้าคู่นี้ ด้วยการใช้วัสดุหนังกลับ บวกกับแถบ Swoosh สีเมทัลลิค และใส่กิมมิคเล็ก ๆ ที่ใช้สโลแกน “World Famous” ของแบรนด์เอาไว้ตรงบริเวณส้นเท้า เช่นเดียวกันกับแท็กห้อย ที่แตกต่างกันไปตามสีของรองเท้าแต่ละคู่

 

2010: Nike SB Supreme 94

 

และในช่วงฤดูกาล Fall/Winter ของปี 2010 แบรนด์สเก็ตจากนิวยอร์คอย่าง Supreme ได้ตัดสินใจออกแบบรองเท้าของตัวเองออกมาอย่างเป็นทางการ ซึ่งนั่นก็คือ Supreme Nike SB 94 โดยควบคุมการผลิตโดยทาง Nike ทั้งหมด

รองเท้าคู่นี้มีความสำคัญอย่างยิ่งในประวัติศาสตร์การ Collaboration ของทั้งสองแบรนด์ เพราะนอกจากจะเป็นการผลิตรุ่นใหม่ออกมาอย่างเป็นทางการผ่านงาน Collaboration แล้ว รองเท้าคุ่นี้ยังเป็นการมองย้อนไปถึงประวัติศาสตร์รองเท้าสเก็ตอย่างลึกซึ้ง เนื่องด้วยดีไซน์ที่พยายามออกแบบให้ใกล้เคียงกับรองเท้าบาสเก็ตบอล อันเนื่องมาจากเด็กสเก็ตในยุคนั้นนิยมใส่รองเท้าบาสด้วยสาเหตุของราคาและความคงทนที่มีมากกว่าสเก็ตยุคแรก ๆ และการหยิบยกนำเอาเทคโนโลยี Foamposite/Zoom Air technology ของรองเท้าบาสในยุคนั้นมาใส่ไว้ในคู่นี้ ก็เป็นย่างก้าวสำคัญของเทคโนโลยีรองเท้า ที่ส่งผลต่อยอดมาถึงปัจจุบัน

Nike SB 94 มีทั้งหมดสี่สีด้วยกัน อันได้แก่ “Black” “Team Green” “Cherrywood Red” และ “Midnight Navy” ในปีนั้น และมีเวอร์ชั่นอัพเดทอีกครั้งในปีหลังถัดมา

 

2011: Supreme X fragment design Air Zoom All Court

 

รองเท้ารุ่นนี้ก็เป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญ ของประวัติศาสตร์งาน Collaboration ระหว่าง Nike x Supreme ด้วยหลายสาเหตุ ลำดับแรกเลยคือ นี่เป็นรองเท้ารุ่นแรกที่ทาง Supreme ได้ทำการหลีกหนีจากซีรี่ย์ Nike SB สำหรับตัวโมเดล ลำดับที่สองคือนี่เป็นการร่วมงานกันครั้งแรก ที่มี 3rd party เข้ามาร่วมเกี่ยวข้อง (fragment design ของ Hiroshi Fujiwara) และลำดับสุดท้ายคือ เป็นงานชิ้นแรกที่วางจำหน่ายแบบเอ็กซ์คลูซีฟในประเทศญี่ปุ่นเท่านั้น

โดยรองเท้าเทนนิสตัวเก่งของ Nike ตัวนี้ก็มาแบบเรียบหรูดูมินิมอล ด้วยโลโก้สายฟ้า และโลโก้ Supreme เอกลักษณ์ของทั้งสองแบรนด์ เล่นซ้ำกันแบบ Repetition มาพร้อมด้วยสามสีสามสไตล์สุดเรียบง่ายอันได้แก่ ดำ / ขาว / แดง

 

2011: Nike SB Supreme 94

 

และภายในปีให้หลังนับตั้งแต่ Nike SB Supreme 94 ได้ออกวางจำหน่ายเป็นครั้งแรก Supreme ก็ได้ทำการปรับปรุงโมเดลตัวนี้ ให้มีความเบาสบายยิ่งขึ้น ด้วยการอัพเดทตรงส่วน Toe box ให้มีความละเมียดละไม และเบาสบายยิ่งขึ้น เช่นเดียวกับบริเวณส้น ซึ่งอัพเดทเพื่อความสะดวกสบายมากยิ่งขึ้นในการเล่นสเก็ตบอร์ด พร้อมด้วยสองสีสองสไตล์สุดลักซ์เซอรี่อันได้แก่ “Wheat/Copper” และ “Black/Black,” ซึ่งเป็นคู่สีอมตะ ที่ใส่ได้ตลอดไม่มีเชย และไม่มีเอาท์ !

 

2012: Nike Dunk Low Pro SB Supreme

 

และแล้วในปี 2012 ทาง Nike ก็ได้ทำการเฉลิมฉลองตำนานของตัวเองร่วมกับ Supreme ด้วยรองเท้าคู่นี้ ด้วยการออกคู่สีใหม่ของ Nike Dunk Low Pro SB Supreme เป็นสีอัปเปอร์แดงคาดกับลายช้าง ซึ่งการนำสีแดงมาเล่นในครั้งนี้ ก็เป็นสีที่สามารถแสดงออกถึงความเป็น Supreme ได้อย่างชัดเจน แตกต่างจากครั้งแรกที่รองเท้าคู่นี้ได้ออกมาให้แฟน ๆ ได้ยลโฉมกันเมื่อสิบปีที่แล้ว การปั๊มพิมพ์โลโก้ Supreme ไว้ใน insole อีกทั้งการใส่ hangtag ที่มีโลโก้ของทั้งสองแบรนด์เคียงคู่กัน ก็ทำให้ความไฮป์ของรองเท้าคู่นี้ยิ่งทวีคูณมากขึ้นไปอีก … เพราะมันคือการแสดงออกอย่างชัดเจนว่า นี่เป็นงานคอลแลปส์ Supreme

และรองเท้าคู่นี้ก็เป็นการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ที่ชัดเจน ถึงมิตรภาพอันยาวนานกว่าสิบปีของทั้งสองแบรนด์นี้ !

 

2012: Nike Air Force 1 Low Supreme

 

ณ เวลานี้ Supreme เป็นมากกว่าร้านสเก็ตทั่วไปเสียแล้ว เพราะมันคือวัฒนธรรมคลื่นลูกใหม่ที่ถูกแสดงออกมาอย่างชัดเจนนับตั้งแต่ปีนี้ พวกเขาไม่ใช่แม้กระทั่งแบรนด์เสื้อผ้า แต่ถูกขนานนามว่า "lifestyle brand" เลยด้วยซ้ำ เนื่องด้วยเหล่าผลิตภัณฑ์สารพัดนึกที่ถูกผลิตออกมา การ Collaboration ร่วมกับแบรนด์อื่น ๆ ทั่วโลก ทั้งที่นึกถึง และคาดไม่ถึงอย่าง COMME des GARÇONS , Levi’s , The North Face และ visvim ก็เป็นสิ่งที่แสดงออกอย่างชัดเจนว่า Supreme ไปไกลกว่าที่พวกเราคิดไว้มาก ๆ นับตั้งแต่ปี 1994

และนี่ก็เป็นรองเท้าคู่แรก ที่ไม่ถูกจัดอยู่ในประเภท "รองเท้าสเก็ต" ที่ทาง Supreme มาร่วมทำงาน Collaboration ด้วย การวางจำหน่ายรองเท้าคู่นี้เป็นครั้งแรก ถูกวางจำหน่ายในช่วงเดือนพฤศจิกายนปี 2012 ซึ่งเป็นช่วงฤดูหนาว นั่นจึงเป็นสาเหตุที่ทำให้รองเท้าคู่นี้ใช้วัสดุ NYCO uppers แบบกันน้ำ ตกแต่งด้วยมิดโซลสีขาวและพื้นสีกัม มีแท็กโลโก้ Supreme ขนาดกะทัดรัดติดไว้บริเวณข้างเท้า และสลักโลโก้คู่กับ Nike บริเวณลิ้นรองเท้า

ที่น่าสงสัยคือรองเท้าคู่นี้ถูกถอดออกจากสารบบของหมวด “Random” บนเว็บไซท์ของ Supreme อย่างเป็นปริศนา โดยไม่มีใครรู้ว่าทำไมและเพราะอะไร ?

 

2013: Nike SB Tennis Classic Supreme

 

และในปีถัดมา Supreme ก็กลับมาซบอกสินค้าไลน์ Nike SB อีกครั้งหนึ่ง หลังจากที่ห่างเหินกันไปอย่างยาวนาน ด้วยโมเดล Nike SB Tennis Classic Supreme ด้วยโมเดลรองเท้าเทนนิสสุดคลาสสิคแห่งยุค mid 80s (ซึ่งรองเท้าเทนนิสสุดคลาสสิคตัวนี้เดิมทีก็เป็นตัวอัพเดทจากเวอร์ชั่น 1975 ของตัวเองอยู่แล้ว) แต่ก็มาอัพเดทความทันสมัยด้วยการใส่เทคโนโลยี Zoom Air technology พร้อมด้วยตัวเลือกสีสี่สี สี่สไตล์ อันได้แก่ white, black, blue และสีที่ฮอทที่สุดของคอลเล็คชั่น สี “Volt” ลูกเทนนิสสุดเจ็บจี๊ด

 

2013: Nike Flyknit Lunar 1+ Supreme

 

และหลังจากการวางจำหน่าย Nike SB Tennis Classic Supreme เพียงห้าเดือน Supreme และ Nike ก็กลับมาร่วมงานกันอีกครั้งในคอลเล็คชั่น Fall/Winter สำหรับช่วงเดือนกันยายนในปีนั้น และนี่ก็เป็นการหลีดหนีจากไลน์ Nike SB อีกครั้งของ Supreme ซึ่งคราวนี้ พวกเขาเบนความสนใจไปหาโมเดลสาย Nike Flyknit  โมเดลไลฟ์สไตล์ยอดฮิตในช่วงยุคนั้น

และด้วยกระแสความนิยมสืบเนื่องจากมหกรรมกีฬา London Olympics ในปีนั้น รองเท้าสาย Nike Flyknit ก็เป็นรองเท้าที่ฮิตเกลื่อนบ้านเกลื่อนเมือง เนื่องด้วยความสวยงาม บวกกับความคล่องตัวที่นักกีฬาหลายคนสวมใส่ในช่วงนั้น ทำให้รองเท้าสายนี้ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก แต่ท้ายที่สุดแล้วทาง Supreme ก็เลือกที่จะคอลแลปส์กับโมเดล Lunar 1+ แทนที่จะเป็นตัว Trainer หรือ Racer

รองเท้าสีฉูดฉาดยังคงเป็นกระแสหลักอยู่ในขณะนั้น แต่สิ่งที่ Supreme ตัดสินใจทำนั้นต่างออกไป พวกเขาเลือกที่จะทำรองเท้าคู่นี้ให้ออกมาเป็นสีดำล้วน ซึ่งก็ไม่ต้องสาธยายอะไรให้มากมาย ว่าใครเป็นคนก้าวล้ำนำเทรนด์สีล้วน กระแสหลักของสีรองเท้าในปัจจุบัน ณ ตอนนี้ !

 

2014: Nike Foamposite 1 Supreme

 

โมเดลซิกเนเจอร์ของ Penny Hardaway ที่ขึ้นชื่อได้ว่า เป็นหนึ่งในโมเดลสุดคัลท์ของทางแบรนด์อีกตัวหนึ่ง ซึ่งก็สามารถสร้างปรากฏการณ์อันน่าทึ่ง ของการเข้าคิวซื้อรองเท้าคู่นี้เพราะว่าที่นิวยอร์คได้เกิด "การจราจล" จนทางตำรวจนิวยอร์ค NYPD ต้องเข้ามาห้ามปราม และยกเลิกการต่อแถวซื้อสินค้าเลยทีเดียว ! (ซึ่งส่งผลให้รองเท้าคู่นี้วางจำหน่ายแบบออนไลน์เท่านั้นเพื่อแก้ไขสถาณการณ์วายป่วงดังกล่าว)

ซึ่งการตกแต่ง EVA Shell ของรองเท้าคู่นี้ Supreme ตัดสินใจตกแต่งในแบบ Baroque เหมือนลวดลายของแบรนด์ Versace ที่โด่งดังในยุค 1980s ซึ่งรองเท้าคู่นี้ก็เป็นส่วนหนึ่ง ในการจุดประกายให้เทรนด์ของ Versace กลับมาในปัจจุบัน ซึ่งเป็นตัวอย่างที่ดีของการ "หยิบยืม" ไอเดียต่าง ๆ ที่ถูกคิดมาแล้วอย่างละเอียดรอบคอบในอดีต แล้วนำกลับมาใช้อีกครั้ง ในเวลาที่ถูกต้องและเหมาะสมที่สุด ซึ่งถือเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ Supreme อีกอย่างหนึ่ง

 

2014: Nike Air Force 1 High Supreme

 

และเมื่อ Supreme หยิบยกนำเอาโมเดลที่ไฮป์ที่สุดตัวหนึ่ง สำหรับชาวนิวยอร์คอย่าง Nike Air Force 1 High (ด้วยความที่เป็นโมเดลข้อสูง นั่นก็หมายความว่าโมเดลนี้เหมาะสมเป็นอย่างยิ่งที่จะวางจำหน่ายในช่วงเดือนตุลาคมของปีนั้น) และก็เป็นประเด็นที่ย้อนแย้งอยู่เหมือนกัน ทั้ง ๆ ที่โมเดลตัวนี้ได้รับความนิยมอย่างยาวนานจากชาวนิวยอร์ค แต่กลับไม่วางจำหน่ายหน้าร้าน มีเพียงการวางจำหน่ายแบบออนไลน์อย่างเดียวเท่านั้น

เพิ่มความพรีเมียมด้วยการใช้หนังพรีเมียมบริเวณแถบ Swoosh สายคาด Strap ที่ปักสโลแกนของแบรนด์ "WORLD FAMOUS" ลงไปอย่างสง่างาม ก็เป็นอีกหนึ่งไฮไลท์ของรองเท้าคู่นี้ อีกทั้งยังมีตัวอักษรสลักคำว่า "SUPREME" บริเวณส้นเท้าไว้อย่างงดงามบรรจง นั่นจึงเป็นเหตุผลที่รองเท้าคู่นี้เป็นอีกหนึ่งโมเดลที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากของงานคอลแลปส์ตัวนี้จวบจนถึงปัจจุบัน (โดยเฉพาะสีแดง !)

 

2015: Nike GTS SB Supreme

 

หลังจากที่ในยุคครึ่งหลังของงานคอลแลปส์ชิ้นนี้ ทาง Supreme จะเริ่มสร้างระยะห่างกับไลน์รองเท้าของ Nike SB อยู่พอสมควร แต่แล้วในที่สุด พวกเขาก็กลับมาสานความสัมพันธ์กันอีกครั้ง ด้วยโมเดล Nike GTS SB ซึ่งเป็นโมเดลแบบ OFFCOURT (นอกสนาม) ของสายรองเท้าเทนนิส ซึ่งก็สร้างขึ้นมาเพื่อเอาใจสายสเก็ตรองเท้าเทนนิส ที่มีไอดอลอย่าง Guy Mariano และ Pepe Martinez

ซึ่งโมเดลตัวนี้ ก็มีตัวเลือกของสีให้เลือกมากถึง 5 สี 5 สไตล์ ตัวรองเท้าโดดเด่นด้วยผ้า herringbone canvas บวกกับ Outsole ยางรับเบอร์สังเคราะห์เพิ่มความทนทานในการเตะบอร์ดได้อย่างยอดเยี่ยม

อีกทั้งรองเท้าตัวนี้ ยังมีภาพหลุดออกมาล่วงหน้าถึงสองปี (ตั้งแต่ปี 2013) แต่วางจำหน่ายจริงในช่วงเดือนกรกฎาคม ปี 2015 ซึ่งเป็นอะไรที่ประจวบเหมาะพอดี กับการส่งรองเท้าคู่นี้ออกมาปิดท้ายคอลเล็คชั่น Spring/Summer และรองเท้ารุ่นนี้ยังมีวีดีโอโปรโมท ซึ่งกำกับโดย Bill Strobeck ที่มีเหล่านักสเก็ตเลือดใหม่อย่าง Kevin Bradley, Brian Anderson และ Alex Olson มาร่วมสร้างสีสันอีกด้วย …

 

2015: Nike Air Jordan V Supreme

 

เป็นงานคอลแลปส์ครั้งแรกของ Supreme และ Air  Jordan ที่สร้างปรากฏการณ์ชี้ชัดให้เห็นว่า แฟนคลับของ Supreme ในระยะหลังอาจจะไม่ใช่เด็กสเก็ตบอร์ดอีกต่อไปแล้ว เนื่องจากในอดีตฐานดั้งเดิมของสาวกจอร์แดนก็เหนียวแน่นเพียงพอ จนไม่จำเป็นที่จะต้องไปหลอมรวมกับแบรนด์เด็กสเก็ตให้เสียราคา แต่ในขณะเดียวกัน Supreme ก็เป็นอีกหนึ่งรากฐานของวัฒนธรรมสเก็ตที่เหนียวแน่น และการมาร่วมงาน Collaboration กันในครั้งนี้ ก็เป็นตัวอย่างที่ดีของวาทกรรม "Melting Pot" หม้อใหญ่รั่วทางวัฒนธรรม ที่ใช้เวลาหลอมรวมกันมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันจนแยกแยะไม่ออก …

ถึงแม้ว่าโมเดล Air Jordan รุ่นคลาสสิคบางรุ่นจะเป็นตัวเลือกยอดนิยมของเด็กสเก็ต แต่ท้ายที่สุดแล้ว โปรเจ็คท์นี้ก็กลับหยิบนำเอาโมเดล Air Jordan 5 มาแทน ซึ่งก็ถือว่าเป็นอะไรที่เฟี้ยวฟ้าวมะพร้าวแก้ว ฉีกแนวออกไปพอสมควร (เพราะเดิมที AJ 5 ไม่ใช่รองเท้าที่ใส่ง่ายนะบอกก่อน …) และเลือกที่จะใส่กิมมิคของ Supreme ไปบริเวณตาข่ายข้างเท้า ให้มองเห็นได้ผ่านตาข่ายใสตัวดังกล่าว และเปลี่ยนหมายเลข 23 ของจอร์แดน ให้เป็นหมายเลข 94 แทนที่ความหมายด้วยปีที่โมเดลนี้ถูกคิดค้นขึ้นมานั่นเอง !

และด้วยความตั้งใจที่จะทำให้เหตุการณ์จราจลไม่เกิดขึ้นซ้ำสองแบบตอน Foamposite การวางจำหน่ายรองเท้ารุ่นนี้จึงวางจำหน่ายแบบออนไลน์เสียส่วนใหญ่ !

 

2016: Nike Air Max 98 Supreme

 

ดูเหมือนว่า Supreme จะสนุกสนานกับการที่จะทำงาน Collaboration ร่วมกับสินค้าที่คุณคาดไม่ถึงอยู่เสมอ และแล้วก็เดินมาถึงซีรี่ย์ Air Max ซึ่งแน่นอนว่าตอนแรกที่ข่าวนี้หลุดออกมา โมเดลที่ถูกพูดถึงคือตัวเลือกอย่าง 1, 90, 95 และ 97 ไม่มี Air Max 98 อยู่ในรายชื่อแต่อย่างใด … ซึ่งแน่นอนว่าหลังจากที่รองเท้าคู่นี้ออกมา ก็สร้างความเซอร์ไพรซ์กันเป็นแถบ !

ซึ่งการออกแบบรองเท้าคู่นี้ ก็สามารถตอบโจทย์ที่ตั้งไว้ตั้งแต่แรก “roadman” (คนเดินถนน) ได้อย่างสมบูรณ์ เพราะนอกจากเรื่องของความสบายในการสวมใส่แล้ว รองเท้าคุ่นี้แต่ละคู่สี ยังโดดเด่นสะดุดตาในแบบของมันเอง เพราะว่าสำหรับรองเท้าคู่นี้ไม่ว่าสีไหน ๆ ก็ตาม มันก็สามารถฉีกการแต่งตัวของคุณให้หลากหลายมากยิ่งขึ้นได้ ถึงแม้ว่าจะเป็นตัวเดียวกัน ( ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดคือ ตัวหนังงู และ ตัวสีดำล้วน ! )

และแน่นอน การวางจำหน่ายรองเท้ารุ่นนี้ค่อนข้างลิมิเต็ดมาก รองเท้ารุ่นนี้ไม่มีการวางจำหน่ายในทวีปเชีย และเน้นการวางจำหน่ายแบบออนไลน์เป็นส่วนใหญ่อีกด้วย !

 

2016: Nike SB Blazer Low GT Supreme

 

และสำหรับคอลเล็คชั่นหน้าหนาวปี 2016 ก็ดูเหมือนว่าทาง Supreme ก็เริ่มที่จะสลับจังหวะของตัวเอง กลับไปหา Nike SB อีกครั้ง ด้วยโมเดล SB Blazer Low GT เพียงแต่ว่าการกลับมาของโมเดลตัวนี้ในเวอร์ชั่นของ Supreme เอง ไม่ได้เป็นการอัพเดทให้ตัวรองเท้าหรูหราขึ้นแต่อย่างใด แต่กลับเป็นการตัดทอนให้รองเท้าคู่นี้ดู "เรียบง่าย" ที่สุด (แตกต่างจากตัวปี 2006 ทั้งในเรื่องของรูปทรงและฟังก์ชั่น) ซึ่งออกจำหน่ายทั้งหมดสามสี อันได้แก่ สีน้ำตาล , สีชมพูแก่ และ สีฟ้า

ซึ่งวีดีโอโปรโมของรองเท้ารุ่นนี้ ก็ถูกถ่ายทอดผ่านงานกำกับของ William Strobeck อีกครั้ง พร้อมเหล่านักสเก็ตรุ่นใหม่ทีมงานเดิมอย่าง Grant Taylor , Kevin Bradley , Vincent Touzery และ Eric Koston ด้วยผลงานวีดีโอที่มีชื่อว่า "King Puppy"

 

2017: Nike Air More Uptempo Supreme

 

และแล้วเราก็เดินทางมาถึงยุคปัจจุบัน กับเจ้ารองเท้าที่เพิ่งออกวางจำหน่ายไปเมื่อไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา Nike Air More Uptempo x Supreme ซึ่งในความเป็นจริง รองเท้าคู่นี้ก็เป็นอีกหนึ่งรองเท้าสนีกเกอร์ที่ถูกเรียกว่าเป็น "สายคัลท์" อยู่เหมือนกัน เพราะบางคนอาจจะหลงรักรองเท้าคู่นี้ชนิดที่เรียกได้ว่าโงหัวไม่ขึ้น แต่บางคนก็ยี้กับความใหญ่เทอะทะของตัวอักษร "AIR" บริเวณอัปเปอร์ตั้งแต่แรกเห็นได้เลย …

รองเท้าคู่นี้ออกแบบโดย Wilson Smith และโด่งดังที่สุดในช่วงปี 1996 จากการสวมใส่โดย Scottie Pippen ฟอร์เวิร์ดอัจฉริยะ คู่หูของ Michael Jordan ในยุคที่ Chicago Bulls เรืองรองถึงขีดสุด ซึ่งก็ถือได้ว่าเป็นอีกหนึ่งรุ่นที่เหล่าสนีกเกอร์เฮดหลงรัก และเป็นตัวแทนของรองเท้าสนีกเกอร์ในยุค 90s ที่ชัดเจนได้เลยคู่หนึ่ง เทียบเคียงกับเหล่าโมเดลซิกเนเจอร์ของนักบาสระดับเทพในยุคนั้น

ซึ่งการกลับมาในครั้งนี้ Supreme ก็ได้เปลี่ยนตัวอักษร AIR เป็นคำว่า Supreme เสียแทน พร้อมด้วยเหล่าคู่สีสามสี และยังทำการตลาดด้วยการให้เหล่านักกีฬาและเซเลปบริตี้ (เช่น Neymar ดาวยิงของบาร์ซ่า) สวมใส่ก่อนใคร เพื่อให้สนีกเกอร์รุ่นนี้ "Goes Viral" โดยที่ไม่ต้องเสียเงินทำการตลาดใดใดให้มากความ

 

2017: Nike Air Force 1 Low Supreme x COMME des GARÇONS SHIRT

 

งานคอลแลปส์ตัวล่าสุดของทางแบรนด์ ที่เป็นส่วนหนึ่งของโปรเจ็คท์ที่ทาง Supreme ร่วมกับ COMME des GARÇONS SHIRT ซึ่งร่วมงานกันครั้งแรกในปี 2012 โดยในครั้งนี้ทาง Supreme ก็ได้เลือกที่จะนำเอาโมเดล Air Force 1 Low มาถ่ายทอดใหม่อีกครั้ง ผ่านงาน Collaboration ร่วมกับแบรนด์เสื้อผ้าสตรีท คอนเซ็ปท์ดีจากเมืองญี่ปุ่นแบรนด์นี้

ซึ่งความโดดเด่นเท่าที่เห็นจากรูปโปรโมตัวล่าสุด ก็เป็นรูปลูกตาลายกราฟฟิคบนรองเท้าคู่นี้ ซึ่งสกรีนไว้อยู่ที่บริเวณข้างเท้า และลามไปจนถึงส่วนของ Midsole ให้ความรุ้สึกเป็นงานตัดแปะที่เรียบง่าย แต่แฝงไว้ด้วยความหมายเชิงลึก ราวกับคุณกำลังถูกจ้องมองอยู่จากรองเท้าคู่นี้ !

 

Source : Highsnobiety 

Editor

Beautibew ( 1746 posts )
ไม่เท่ห์ครับ

RELATE BLOG