• "จาก 2016 สู่ 2017" รวม 13 เทรนด์ที่น่าจับตามองจากวงการแฟชั่นในปีนี้!

    คำว่า “Trend” หรืออาจจะแปลง่ายๆได้ว่า “กระแส” นั้นมีอยู่ทุกที่อยู่แล้ว เช่นเทรนด์ Social Media, เทรนด์ Gadget, เทรนด์อาหาร รวมไปถึงเทรนด์แฟชั่น ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกระแสที่ไหลวนอย่างไม่มีสิ้นสุดอยู่ในโลกกลมๆใบนี้ เทรนด์แฟชั่นที่จริงก็ไม่ได้ต่างจากเทรนด์อื่นๆเท่าไหร่ เป็นธรรมชาติของวงการแฟชั่นที่เทรนด์นั้นจะมีการเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ จึงทำให้เกิดเทรนด์ที่เป็นกระแส, เทรนด์ที่คนชอบ และเทรนด์ที่ค่อยๆตายไปหมุนเวียนกันตลอด และในปี 2017 นี้ก็เป็นอีกปีหนึ่งที่มีเทรนด์ใหม่ๆเกิดขึ้นมากมาย รวมถึงการเอาเทรนด์แฟชั่นเก่าๆกลับมาอีกครั้ง โดยอ้างอิงจากเว็ปไซต์สตรีทแฟชั่นชื่อดังอย่าง Highsnobiety บทความนี้จะรวบรวม 13 เทรนด์น่าสนใจที่คาดว่าจะได้รับความชื่นชอบและความนิยมในวงการสตรีทแฟชั่น 1. Street Luxury แฟชั่นมีการเกิดและดับเป็นเรื่องธรรมชาติ แต่ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าหนึ่งในเทรนด์ที่กำลังเกิดสุดๆในตอนนี้ก็คือ “Street Luxury” ซึ่งก็คือการผสมผสานระหว่างสองขั้วที่ต่างกันสุดๆอย่าง High fashion กับ Street Fashion ทั้งสองฝั่งนี้เมื่อก่อนนั้นเป็นเหมือนโลกคนละใบที่แยกจากกันอย่างสิ้นเชิง จนมาถึงปีนี้ ค้อนที่ทุบกำแพงที่กั้นโลกทั้งสองใบให้พังลง และเป็นเหมือนการประกาศต่อโลกว่าสตรีทแฟชั่นไม่ใช่แค่แฟชั่นข้างถนนอีกต่อไป ก็คือการคอลแลประหว่าง Louis Vuitton และ Supreme หนึ่งในแบรนด์ Luxury และแบรนด์ Street ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก และการรวมตัวกันครั้งนี้ ก็เป็นก้าวที่ยิ่งใหญ่ให้กับวงการแฟชั่น และทำให้ “Street Luxury” กลายเป็นเทรนด์ที่คนรู้จักไปทั่วโลก วัฒนธรรมที่เคยเป็นวัฒนธรรมเฉพาะกลุ่มอย่างวัฒนธรรมสตรีท ได้เติบโตขึ้นมากตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมาจนถึงในปี 2017 นี้ จะบอกว่าสตรีทแฟชั่นเป็นหนึ่งในเทรนด์หลักประจำปี ก็ไม่ผิดสักเท่าไหร่เลย 2. เข็มขัดยาวจัดๆ เทรนด์นี้เป็นอีกเทรนด์ที่จู่ๆก็โผล่ขึ้นมาในหมู่หนุ่มสาวประจำแฟชั่นวีคใน New York ซึ่งอิทธิพลของเข็มขัดยาวจัดนี้ก็จัดได้ว่าเป็นเทรนด์ใหม่ที่น่าจับตามอง โดยแบรนด์อย่าง Vetements  ก็ได้ออกเข็มขัดไซส์ XXXL ที่ปลายเข็มขัดลากยาวไปถึงพื้นเลย ถึงแม้ว่าเทรนด์นี้อาจจะดูฉีกจากสไตล์ในชีวิตประจำวัน แต่ก็เป็นอีกเทรนด์ที่ได้รับความนิยมพอสมควรเลยทีเดียว 3. เทรนด์แฟชั่นนานาชาติ แฟชั่นนั้นเป็นวัฒนธรรมที่มีความสากลอยู่ในตัวอยู่แล้ว และในช่วงที่ผ่านมานี้เราก็ได้เห็นความหลากหลายทางแฟชั่นที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆจากหลายๆพื้นที่ในโลก เราได้เห็นสไตล์ใหม่ๆจากฝีมือดีไซน์เนอร์ฝั่งรัสเซีย เช่น Gosha Rubchinskiy หรือว่าแบรนด์เกาหลีที่ได้รับความนิยมเพิ่มมากขึ้นผ่านทางวัฒนธรรม K-Pop ในศตวรรษที่ 21 ที่กระแสโลกาภิวัฒน์ทำให้ทั่วโลกนั้นเชื่อมถึงกันมากขึ้น และเปิดโอกาสให้ผู้คนสามารถแสดงออกได้กว้างขวางขึ้น ทำให้คนได้เห็นและสามารถเปิดรับไอเดียใหม่ๆและเพิ่มทางเลือกให้ทั้งผู้ผลิตและผู้บริโภคมากขึ้น 4. เสื้อมอเตอร์ครอส A post shared by Joerg Koch/ 032c (@032c) on Feb 23, 2017 at 8:42am PST เทรนด์เสื้อนักแข่งมอเตอร์ครอสเหมือนจะเป็นเทรนด์ที่ต่อยอดมาจากช่วงปลายปีที่แล้ว ด้วยความที่หลายๆแบรนด์เริ่มจะให้ความสนใจกับเทรนด์นี้มากขึ้น เช่น Supreme หรือ Palace ที่ปล่อยชุดนักแข่งมาในคอลเล็กชั่น Spring/Summer 2017 หรือแม้กระทั่งฝั่งรัสเซีย ก็มีแบรนด์ 032c ที่ให้ความสนใจกับเสื้อลายนักแข่งเหมือนกัน 5. สนีกเกอร์ดีไซน์แปลกๆ เทรนด์ที่ว่านี้คือการนำดีไซน์รองเท้ายุคเก่าๆกลับมาปัดฝุ่นอีกครั้ง โดยสไตล์รองเท้าวิ่งสไตล์คุณปู่ที่มีรายละเอียดเยอะๆ ดีไซน์แปลกๆ ได้กลับมาสู่วงการแฟชั่นยุคปัจจุบัน ผ่านทางแบรนด์ต่างๆเช่น งานคอลแลป ของ Raf Simons กับ adidas Originals หรือว่า Yeezy Season 5 และ Balenciaga ที่ได้นำโมเดลรองเท้าวิ่งรุ่นเก่าๆมาปรับปรุงใหม่อีกครั้ง พร้อมตกแต่งด้วยสีสันที่ฉูดฉาด ทำให้แฟชั่นที่เหมือนจะเป็นแฟชั่นยุคเก่า กลับมาโลดแล่นได้อีกครั้ง 6. Workwear A post shared by HERON PRESTON (@heronpreston) on Oct 9, 2016 at 1:04pm PDT งานออกแบบที่ได้แรงบันดาลใจมาจากเครื่องแบบพนักงานต่างๆนั้นเหมือนจะมีมาให้เห็นเรื่อยๆในปีนี้ ดีไซน์เนอร์หลายๆคนเลือกที่จะใส่เอกลักษณ์ของตัวเองลงไปในเสื้อผ้าที่คนส่วนใหญ่คุ้นเคยอยู่แล้ว และทำให้เกิดเป็นสไตล์ใหม่  เช่น Virgil Abloh แห่ง Off White ที่ร่วมมือกับ Dickies ปล่อยเข็มขัดไซส์ยาวสุดๆ ที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากเทปเหลืองที่เอาไว้กั้นเขตก่อสร้าง หรือ Heron Preston ที่เคยฝากผลงานไว้กับ DONDA และ Been Trill ก็ได้ปล่อยไลน์อัพเสื้อผ้าที่ได้แรงบันดาลใจมาจากชุดพนักงานทำความสะอาดของ New York 7. แฟชั่นสไตล์ยุ่งเหยิง A post shared by SUPER by RETROSUPERFUTURE® (@super_sunglasses) on Jan 15, 2017 at 4:54pm PST เมืองแห่งแฟชั่นอย่าง New York นั้นเป็นเมืองที่มีสไตล์ใหม่ๆเกิดขึ้นตลอดเวลา และในปีนี้อีกหนึ่งสไตล์และไอเทมเช่นแว่น Goggle, กางเกงผ้าร่มกับรองเท้าบูทใหญ่ๆก็กำลังบูมอยู่ในปีนี้ ซึ่งเหมือนจะเป็นอิทธิพลที่มาจากดีไซน์เนอร์อย่าง Gosha Rubchinskiy ซึ่งงานของเขาที่ทำกับแบรนด์แว่น SUPER นั้นได้รับความนิยมค่อนข้างมากทีเดียวใน New York และก่อให้เกิดเทรนด์ใหม่ซึ่งเป็นเทรนด์เล็กๆเฉพาะกลุ่มในเมืองด้วยสไตล์ที่ฉีกแนว, ยุ่งเหยิง และไร้กฏเกณฑ์ 8. เสื้อนอกครึ่งท่อน ในเมื่อการใส่แจ็คเก็ตแบบธรรมดาๆอาจจะน่าเบื่อเกินไป เทรนด์ใหม่ก็ได้ถือกำเนิดขึ้น เทรนด์ที่ว่าก็คือการใส่เสื้อนอกแค่ครึ่งเดียว เทรนด์นี้เหมือนเป็นการเล่นกับของที่มีอยู่แล้วและสร้างมุมมองใหม่ในการใส่เสื้อผ้าที่ต่างจากการใส่แบบธรรมดา อีกทั้งการใส่เสื้อคลุมแบบไม่เต็มตัวก็ช่วยสร้างจุดเด่นให้กับเสื้อที่อยู่ด้านในมากขึ้น 9. แจ็คเก็ตพอง  แจ็คเก็ตพองเป็นหนึ่งในตัวเลือกสำหรับแฟชั่นหน้าหนาวที่โผล่มาให้เห็นในคอลเล็กชั่นหน้าหนาวของลายๆแบรนด์ในช่วงปีที่ผ่านๆมา เช่นคอลเล็กชั่นของ Raf Simon และ Balenciaga แจ็คเก็ตแนวนี้นอกจากจะช่วยกันลมกันหนาวได้ดีแล้ว ยังช่วงให้ผู้สวมใส่ที่ตัวเล็ก ดูตัวใหญ่และสมส่วนขึ้นด้วย เสื้อแจ็คเก็ตพองนี้ที่จริงเป็นไอเทมที่ได้รับความนิยมหมู่สาวกฮิปฮอปในช่วงปี 90 แล้ว ก่อนที่จะถูกนำกลับมาในหน้าหนาวปีก่อนหน้านี้ และน่าจะเป็นที่นิยมอยู่ในหน้าหนาวที่กำลังจะมาถึง 10. สีส้ม ถึงที่มาของการนำสีส้มมาใช้นี้จะไม่ชัดเจนนัก แต่ว่าตอนนี้สีส้มก็เป็นตัวเลือกของหลายๆแบรนด์ เช่น VLONE ของชาวแก๊ง ASAP หรือว่า Vetements, คอลเล็กชั่นของ Rihanna และ Justin Bieber จนถึงคอลแลป Supreme x The North Face Fall/Winter ที่ใช้สีส้มสะท้อนแสงมาเป็นสีหลัก ความสดใสของสีส้มนั้นบางทีอาจจะดูไม่ค่อยดุ หรือไม่ค่อยเป็นทางการเท่าไหร่ แต่ว่าความจัดจ้านนั้นก็ช่วยให้ผู้สวมใส่สามารถแสดงความจิ๊ดและมั่นใจของตัวเองออกมาได้เต็มที่ 11. กระเป๋าคาด กระเป๋าคาดมักเป็นไอเทมที่อยู่นอกกระแสแฟชั่น และถูกมองว่าไม่วัยรุ่น แต่ถ้ามองในแง่การใช้งาน กระเป๋าคาดเป็นไอเทมที่เหมาะสุดๆในการเก็บของชิ้นเล็กๆที่จำเป็นในชีวิตประจำวัน แทนทีจะหยิบกระเป๋าสะพายหลักมาใช้ ซึ่งบางทีก็อาจจะดู “เยอะ” และรุงรังเกินไป กระเป๋าคาดน่าจะกลับมาเป็นที่สนใจอีกครั้งด้วยอิทธิพลของแบรนด์ Hi-end หลายๆแบรนด์อย่าง Valentino, Lemaire, Carven และคอลแลปแห่งยุคอย่าง Louis Vuitton x Supreme ก็มีกระเป๋าคาดเป็นหนึ่งในคอลเล็กชั่นเช่นเดียวกัน 12. เทรนด์เสื้อผ้า Oversize เทรนด์เสื้อผ้า Oversize ก็เป็นอีกเทรนด์ที่น่าสนใจมาตั้งแต่ปี 2016 จนถึง 2017 โดยการใส่เสื้อ Oversize นี้ไม่ได้หยุดอยู่แค่ที่เสื้อยืดหรือว่าเสื้อฮูด ไม่ว่าเสื้อนอกแบบไหนก็ดูเหมือนว่าจะถูกจับมาทำให้ Oversize ไปซะหมด โดย Balenciaga เป็นตัวอย่างของหนึ่งในแบรนด์ที่จับกระแสนี้มาเล่นในคอลเล็กชั่นของเขา Balenciaga = David Byrne x Vincent Adultman pic.twitter.com/2BgZ7PKz9A— Jenna Sauers (@jennasauers) June 24, 2016 13. แฟชั่นชาวออฟฟิศ แฟชั่นออฟฟิศนั้นเป็นเทรนด์ที่เรียกได้ว่า ถึงจะไม่โดดเด่นนัก แต่ก็ไม่เคยตกกระแส เทรนด์แฟชั่นออฟฟิศก็เป็นอีกแนวที่ถูกจับมาเกลาใหม่เพื่อให้รับกับยุคสมัยยุคปัจจุบันที่เน้นความสบายๆมากขึ้นตามกระแสของSportwear หรือ Streetwear ยกตัวอย่างเช่น คอลเล็กชั่น Fall/Winer 2017 ของ Gosha Rubchinskiy ที่ประกอบไปด้วยเสื้อเชิร์ท Oversize และเข็มขัดสีแดงเส้นเล็กที่ให้ความรู้สึกเป็นทางการน้อยลง และเน้นความเป็นแฟชั่นมากขึ้น   Reference: Highsnobiety

  • "รักษ์โลก" ความจริงจังของมนุษย์ที่กลัวโลกร้อน บนโลกแฟชั่นยุคปัจจุบัน !

    ในยุคที่ชาวโลกต่างเริ่มตระหนักถึงภาวะโลกร้อน นับตั้งแต่ขวบปี 2012 ที่ผ่านมา ดูเหมือนว่ายุทธการเศรษฐศาสตร์ของเหล่าสินค้ายักษ์ใหญ่หลากหลายแบรนด์ ก็เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง เมื่อเหล่าผู้บริโภคหน้าใสทั้งหลาย ต่างเริ่มให้ความสนใจกับสินค้าที่ตั้งชื่อตัวเองว่า "สินค้าสีเขียว" , "สินค้ารักษ์โลก" (ซึ่งมักจะมีชื่อที่พวงกับคำว่า green หรือ eco- อยู่เสมอไป) และทำให้เทรนด์ "Sustainable Clothing" บูมขึ้นมาอย่างกะทันหัน ซึ่งใช้เวลาไม่กี่ปีในการจุดประกายเทรนด์ดังกล่าว สังเกตง่าย ๆ ในยุคนี้ ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของอาหารการกิน , เสื้อผ้า หรือแม้กระทั่งของเล่นเด็ก ต่างก็เริ่มงัดจุดขายในเรื่องของวัสดุ(หรือวัตถุดิบ) ที่ตัวเองนำมาใช้ ในแง่ของ "ความเป็นมิตร" ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ "ความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม" เช่นการเลือกใช้ใยผ้าฝ้ายออแกนิคร้อยเปอร์เซ็นต์ เป็นมิตรต่อธรรมชาติ มาใช้ในกระบวนการผลิต เรื่องของอาหารการกิน ที่ทางร้านได้เลือกสรรวัตถุดิบชั้นดี ไร้สารเคมีตกค้าง มาปรุงแต่งอาหารให้ทุกท่านได้ทานกันแบบ "คลีน ๆ" ซึ่งก็สามารถชนะใจเหล่าผู้บริโภคให้ควักกระเป๋าสตางค์จ่ายได้อย่างไม่ยากเย็น ถึงแม้ตัวสินค้ามักจะมีราคาที่สูงกว่าสินค้าปกติทั่วไป Slavoj Žižek นักปรัชญาชาวสโลวีเนียน อ้างอิงจากนักปรัชญาทฤษฎีทางเชื้อชาติและวัฒนธรรมชื่อดังอย่าง "สลาวอย ชิเช็ค" ซึ่งเคยพูดถึงบริบทที่ว่านี้ ไว้ด้วยการหยิบยกนำสองแบรนด์สินค้าชื่อดังของโลกอย่าง Starbucks และ Toms shoes ซึ่งทั้งสองแบรนด์มีกลยุทธ์ทางการตลาดที่คล้ายคลึงกันคือ เมื่อคุณซื้อกาแฟของ Starbucks ก็จะเป็นการช่วยเหลือชาวนาที่ปลูกไร่กาแฟในชนบทที่ห่างไกลจากตัวร้านกว่าหลายร้อยกิโลออกไป ในขณะที่ทางฝั่งของรองเท้า Toms เมื่อคุณซื้อรองเท้าหนึ่งคู่ เหล่าเด็ก ๆ ในประเทศด้อยพัฒนาก็จะมีรองเท้า Toms ใส่อีกหนึ่งคู่เช่นเดียวกัน ซึ่งชิเช็คก็ได้ให้ความเห็นเกี่ยวกรณีนี้ไว้อย่างถึงพริกถึงขิงว่า นี่เป็นเหมือนยาแก้ปวดของโลกทุนนิยม ที่รับประทานเพื่อบำบัดอาการเท่านั้น การซื้อสินค้าในความเป็นจริงก็เป็นการ "ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ" อยู่แล้วในตัว ดังนั้นเขาจึงเห็นว่า การทำความดีที่หยิบยกมาสองประเด็นข้างบนดังกล่าว เป็นสิ่งที่ไม่จำเป็น และไม่ได้สลักสำคัญอะไรต่อชนชั้นแรงงานที่ทั้งสองแบรนด์ใหญ่กล่าวอ้างมาเลยแม้แต่น้อย แต่ถ้าถามว่า แคมเปญที่สองแบรนด์นี้ทำมานั้นประสบความสำเร็จหรือไม่ ก็ต้องบอกเลยว่าใช่ ซึ่งเราก็น่าจะเห็นกันได้อย่างชัดเจนของความเติบโตทางมูลค่าในการตลาดหลักทรัพย์ ของทั้งสองบริษัทซึ่งแถบจะไม่มีทีท่าที่จะหยุดหย่อนเลย ... และเมื่อเรามองมาที่กลยุทธ์ทางการตลาดของ adidas ในช่วงยุคหลังที่ผ่านมา ก็ดูเหมือนว่าตัวแบรนด์ก็มีความพยายามอย่างยิ่งยวด ที่จะเดินตามรอยแคมเปญรักษ์โลกในลักษณะดังกล่าว ไม่ว่าจะด้วยการผลิตรองเท้า adidas x Parley ที่เน้นใช้วัสดุสังเคราะห์จากขยะธรรมชาติมาใช้ แคมเปญ ‘Human Race’ ที่ทางแบรนด์ร่วมคอลแลปส์กับ Pharrell Williams ซึ่งมีคอนเซ็ปท์อ้างอิงมาจาก "ความเป็นมนุษย์" ซึ่งรายได้บางส่วนพวกเขาก็นำไปช่วยเหลือเหล่าชนกลุ่มน้อย ตามทวีปแอฟริกา เหล่าขยะใต้ท้องทะเล ที่เป็นวัตถุดิบหลักในการผลิตผ้า Primeknit ของโปรเจ็คท์ adidas x Parley และรวมไปถึงซีรี่ย์ adidas Futurecraft 3D ที่ใช้เทคโนโลยีสังเคราะห์แสงแบบดิจิตอล ถึงแม้ตัวสินค้าในตอนแรกจะไม่ได้โฆษณาตัวเองว่าเป็นสินค้ารักษ์โลกในตอนแรก แต่ด้วยเทคโนโลยีการผลิตของพวกเขา ก็สามารถลดขยะมลพิษอย่าง carbon footprint ในกระบวนการผลิตรองเท้าไปได้ด้วยเช่นกัน แต่นี่คือคำตอบของการรักษ์โลกจริงหรือไม่ และสตรีทแฟชั่นจะเดินสายสีเขียวทางนี้ต่อไปหรือเปล่า ? adidas Future Craft 4D และเทคโนโลยีสังเคราะห์แสงแบบดิจิตอล ที่ใช้ในการผลิตพื้นรองเท้า เมื่อท้ายที่สุดแล้ว "แฟชั่น" ไม่ใช่สิ่งที่ขับเคลื่อนด้วย "คุณธรรมที่มีต่อโลก" แต่แฟชั่นคือฟังก์ชั่น ที่มีความฟุ่มเฟือยเป็นส่วนประกอบอยู่เสมอมาในแต่ละยุคสมัย ถึงถ้าจะให้พูดกันอย่างตรงไปตรงมา เทรนด์การรักษ์โลก ก็เป็นเพียงแค่เทรนด์หนึ่งเทรนด์ ที่สามารถนำมาหาผลประโยชน์ได้อย่างแนบเนียน เพราะในความเห็นส่วนตัวของผู้เขียนนั้น การต้องเสียเงินในมูลค่ามากกว่า เพื่อการปกป้องโลก ดูจะเป็นอะไรที่ไม่เข้าท่าสักเท่าไหร่ ที่เดินทางมา และกำลังจะจากไปในไม่ช้านี้ เช่นเดียวกันกับสิ่งอื่น ๆ ในคราบของกาลเวลา อย่างที่เคยมีคนกล่าวเอาไว้ว่า มนุษย์แก้ปัญหาที่ปลายเหตุเสมอ ... แต่ท้ายที่สุดแล้วนั้น ก็ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของท่านเอง

  • “มองโลกผ่าน Kanye” ทำความรู้จักแร็ปเปอร์และดีไซน์เนอร์แห่งยุคผ่านคำพูดและวิสัยทัศน์ของเขา

    ถ้าในสมัยก่อนหลายๆคนอาจจะรู้จักชื่อของ Kanye West ในฐานะแร็ปเปอร์จอมขวานผ่าซาก ผู้ที่ขึ้นไปป่วนเวทีของ Taylor Swift ในงาน VMA 2009 จนกลายเป็นข่าวใหญ่โต ณ ตอนนั้น แต่ในสมัยนี้ นอกจากในฐานะแร็ปเปอร์ Kanye ได้สร้างชื่อให้กับตัวเองในวงการแฟชั่นในฐานะดีไซน์เนอร์อย่างเต็มตัว ความสำเร็จของคานเยนั้นเรียกได้ว่าเป็นจุดที่แร็ปเปอร์และดีไซน์เนอร์ทุกคนใฝ่ฝันจะไปให้ถึง เขาเป็นหนึ่งในแร็ปเปอร์ที่ได้รับการเสนอชื่อรวมทั้งชนะรางวัลทางดนตรีใหญ่ๆอย่าง American Music Award, MTV Award, Billboard Music Award หรือแม้กระทั่ง Grammy มาแล้วเรียกได้ว่านับครั้งไม่ถ้วน และในฐานะดีไซน์เนอร์ นอกจากไลน์เสื้อผ้าที่เขาเป็นเจ้าของในชื่อ “YEEZY” แล้ว เขาก็ได้ประสบความสำเร็จกับ adidas ในการออกแบบซีรี่ย์ Adidas YEEZY BOOST ซึ่งการมาของเขานั้น เหมือนกับเป็นการชุบชีวิตให้กับ adidas เลยทีเดียว Image: www.zimbio.com/ Kanye West นั้น นอกจากจะเป็นที่รู้จักผ่านทางผลงานเพลงและเสื้อผ้าแล้ว อีกเรื่องนึงที่เป็นที่รู้จักเกี่ยวกับป๋าเยก็คือ สไตล์การพูดจาที่โผงผาง และทัศนคติที่จะเรียกได้ว่าหลงตัวเองก็ไม่ผิดสักเท่าไหร่ หลายๆการสัมภาษณ์ของเขาถึงกับทำให้พิธีกรต้องปวดหัวและไปต่อไม่เป็น รวมถึงคนดูและแฟนๆบางส่วนก็ด้วย ซึ่งเหตุผลนี้แหละที่ทำให้หลายๆคนไม่ชอบ Kanye จนถึงขนาดแอนตี้เพราะความก้าวร้าวของเขา แม้ว่าจะมีคนไม่ชอบเขามากมายเพียงใด แต่ก็มีหลายๆคนที่ออกมาชื่นชมเขาว่าเป็นหนึ่งในยอดคนเลยทีเดียว เช่น Paul McCartney, Elton John หรือแม้กระทั่ง Elon Musk หรือ Barack Obama ก็เคยออกมาพูดชื่นชม Kanye มาแล้ว ถึงจะมีบางครั้งที่หลายๆคำพูดที่ออกมาจาก Kanye อาจจะฟังดูหยาบกร้าน หรือบางทีก็ฟังไม่รู้เรื่อง แต่อย่างไรก็ตาม ก็ยังมีใครอีกหลายๆคนที่มองเห็นความ “พิเศษ” และเลือกที่จะชื่นชมในตัวของแร็ปเปอร์วัย 40 ปีคนนี้ Image: www.stereogum.com ด้วยความที่คำพูดของ Kanye มักจะเป็นกระแสและมักจะที่จดจำอยู่หลายๆครั้ง จึงมีคนคิดที่จะรวบรวมคำพูดของป๋าเยมาทำเป็นหนังสือที่มีชื่อว่า “THE WORLD ACCORDING TO KANYE”  เขียนโดย Herbert Lui โดยเขาได้รวบรวมคำพูดที่คานเยพูดถึงสิ่งต่างๆเอาไว้ เช่น งานเพลง, เสื้อผ้า รวมถึงชีวิตและทัศนคติของเขา ซึ่งบทความนี้จะนำเราไปรู้จักกับความคิดและตัวตนของ Yeezus ผ่านทางคำพูดบางส่วนที่เขาเคยพูดเอาไว้ Image: www.thecut.com Kanye West on Fashion “ผมแค่ชอบแต่งตัว ผมเลือกเสื้อผ้าเองครั้งแรกตั้งแต่วันที่ผมไปโรงเรียนอนุบาล แล้วผมก็ไม่เคยหยุดอีกเลย” “ผมฝันมาตั้งแต่เด็กแล้วว่าอยากจะมีร้านเป็นของตัวเอง ที่ผมสามารถผลิตรองเท้า หรือเสื้อกันหนาวเป็นของตัวเองได้ ผมถึงกับมีภาพร่างของมันไว้ด้วย ผมแทบปลื้มจนแทบจะร้องไห้ทุกครั้งที่ผมนึกถึงมันเลย” “ผมมักจะบ่นเสมอๆว่าการแต่งตัวน่ะมันยาก แต่ผมว่ามันก็ดีนะ เพราะว่ามาตรฐานของมันนั้นก็จะสูงมากๆ” “ผมใช้เงิน 13 ล้านเหรียญเพื่อเรียนรู้, ทำพลาด, เสียเงิน, กลับมาตั้งตัวได้, ได้รับความเชื่อถือ และก็ก้าวข้ามกำแพงได้สำเร็จ” “เรื่องพวกนี้มันไม่ได้เกี่ยวว่าผมจะมีบ้านหลังใหญ่ หรือว่าแลมโบที่แรง มันไม่ใช่อย่างนั้น ผมแค่หวังว่าเด็กๆรุ่นต่อไปก็จะแสดงออกความเป็นตัวเองได้มากขึ้น เพื่อที่จะกลายเป็นเวอร์ชั่นที่แข็งแกร่งกว่าของตัวเอง ผมผลิตเสื้อผ้าพวกนี้มาเพื่อมอบพลังให้คน ผมรู้สึกว่ามีหลายๆคนที่ต้องใส่เสื้อผ้าที่ไม่ได้สื่อถึงความเป็นตัวเองเลย” “ถึงผมจะขายเสื้อได้แค่ตัวเดียว มันก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่เลย ตราบใดที่การสัมภาษณ์นี้จบ เด็กๆก็จะมีโอกาสได้ยินสิ่งที่ผมพูด และใครสักคนที่มีอำนาจ และกำลังจะมีอำนาจในอนาคต ก็จะได้ยินผมและมีโอกาสที่จะสร้างอะไรที่แตกต่าง” Image: www.hollywoodtake.com Kanye West on Style “มีการตัดสินใจหลายอย่างที่ผมเสียใจมากในตอนหลัง เช่นบางชุดที่ผมใส่ไปงาน Grammy ซึ่งคนชอบเอามันมาล้อเลียนผม แต่ความผิดพลาดนั้นแหละคือจุดเปลี่ยนในชีวิตผมเลย ถ้าคุณอ่านหนังสืออ่ะนะ ซึ่งผมไม่เคยอ่านเลย เกี่ยวกับพวกวิธีการเป็นเศรษฐีอะไรนั่นน่ะ ที่ชอบบอกว่าคุณเรียนรู้จากความผิดพลาดของคุณ และถ้าพูดถึงการเรียนรู้จากความผิดพลาดล่ะก็ ผมแม่งโคตรอัจฉริยะเลยบอกให้ี” “ผมอ่ะมีเซ้นต์พิเศษ ถ้าเกิดว่าเสื้อที่ผมใส่มันไม่เท่พอ โชว์ของผมก็จะไม่น่าดูเท่าไหร่” “ผมอยากแต่งตัวให้เหมือนเด็กให้มากเท่าที่จะเป็นไปได้” “สมัยนี้คงไม่มีใครโดนล้อว่าเป็นเกย์เพราะเสื้อผ้าที่เขาใส่แล้ว เพราะทุกคนแม่งก็ดูเหมือนๆกันไปหมด” Image: www.respecttheclassics.com/ Kanye West on Creative process “ผมทุ่มเทอย่างสุดตัวให้กับชีวิตของผม ผมเปิดสมุดโน้ตของผมแล้วอ่านมันออกมาดังๆ หลายๆคนนั้นหวาดกลัวในไอเดียของตัวเองและนั่นอาจจะเป็นกลไกป้องกันตัวเอง แต่ก็มีบางคนที่กล้าที่จะแชร์ไอเดียของตัวเอง เป็นคนที่กล้าจะทำผิดในที่สาธารณะ เพื่อที่คนอื่นจะได้เรียนรู้จากมัน” “ไม่มีกีฬาไหนที่ไม่มีคำว่าคลื่น (กระแส) เข้ามาเกี่ยวข้อง ถ้าเกิดว่าคลื่นกำลังขึ้น เราก็จะสนุกไปกับมัน แต่ถ้ากระแสกำลังลง ผมก็จะแค่นั่งรออยู่บนชายหาด” “ผมพยายามจะเป็นเด็กให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เพราะว่าตอนเด็กๆ เราทุกคนก็ล้วนเป็นศิลปินกันทั้งนั้น เพราะอย่างนั้นคุณลองหลับตาแล้วนึกถึงช่วงเวลาที่คุณยังเด็กสิ จดจำเวลาที่ความคิดคุณยังบริสุทธิ์ อิสระ ไม่มีกฏเกณฑ์อะไรมาตีกรอบคุณ” “ทุกๆอย่างที่ผมทำก็เพื่อสร้างฉากที่น่าจดจำให้ชีวิตผมเอง” Image: www.bckonline.com Kanye West on Life “ผมมีความรู้สึกว่าอะไรก็ตามที่คนอื่นพูดกับผมมันดูถูกผม แต่ผมก็ไม่แคร์หรอกนะ ยังไงผมก็จะทำให้พวกเขารู้ว่าผมมีดี ถ้าเกิดใครมาว่าผมว่าผมเตี้ยเกินไปที่จะเล่นบาสงี้ ผมก็จะวิ่งไปเลย์อัพใส่หน้าเขาให้มันรู้เรื่องไปเลย” “คุณต้องรู้จักที่จะยึดมั่นในตัวตนของคุณ ยึดมั่นด้วยพลังทุกอย่างที่คุณมี ไม่งั้นคุณก็จะไม่ต่างกับคนอื่นๆเลย” “ความจริงหนึ่งเดียวบนโลกนี้มันก็คือความตาย จริงๆชีวิตมันก็เหมือนกับเกมนั่นแหละ คุณแค่ต้องเล่นมันในแบบที่คุณอยากเล่น” “ยังไงเราทุกคนก็ต้องตายสักวันแหละ ใช้ชีวิตด้วยความคิดนั้นสิ ใช้ชีวิตให้เหมือนคุณจะตายพรุ่งนี้ ไปใช้มันซะ” “สิ่งเดียวที่มีค่าในโลกคือเวลา และสิ่งเดียวที่มั่นคงก็คือความตาย” “คนหลายคนที่ผมรู้จักมักจะพูดเรื่องการลงทุนหรือว่าปริมาณเงินที่เขามี แต่ก็มีคนรวยหลายๆคนที่พยายามใช้เงินมากมายเพียงแค่จะไขว่คว้าหาความสุขเล็กๆน้อยๆ” “10 เปอร์เซ็นต์คือสิ่งจำนวนสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตคุณ ส่วนอีก 90 เปอร์เซ็นต์คือคุณเลือกที่จะตอบสนองต่อสิ่งเหล่านั้นยังไง” “ผมเคยสูญเสียทุกอย่าง แต่สุดท้ายผมก็ได้รับทุกอย่างเพราะผมสละความกลัวไปแล้ว” Image: www.en.wikipedia.org Kanye West on Self Esteem “ผมว่าเวลานี้แหละเหมาะที่คนจะยอมรับว่ามันเป็นเรื่องธรรมดาที่จะเจ๋ง ผู้คนในโลกมักจะต่อต้านคนที่เจ๋ง คนที่โดดเด่น คนที่เปล่งประกาย แต่ตอนนี้มันเป็นเวลาที่ดีแล้วที่จะยอมรับความเจ๋งสุดๆในตัวคุณ” “ไปฟังเพลงของผมซะ มันเป็นคีย์ของความมั่นใจในตัวเอง มันคือสิ่งที่บอกถึงความเป็นคุณ ถ้าคุณคือแฟนของคานเย เวสต์ คุณไม่ใช่แฟนของผม คุณเป็นแฟนคลับของตัวคุณเอง ผมก็เป็นแค่กาแฟเอสเพรสโซ่ ที่ช่วยปลุกคุณตอนเช้า และช่วยให้คุณผ่านอุปสรรคใดๆก็ตามที่คุณกำลังเจออยู่” “ผมมีความรู้สึกว่าผมทำได้ทุกอย่างเลย และนั่นแหละคือประเด็น คนส่วนใหญ่ถูกจำกัดโดยมุมมองของตัวเอง ถูกฉุดลงด้วยมุมมองของตัวเอง ถ้าคุณถูกสอนมาว่าคุณทำอะไรไม่ได้เลย คุณก็จะทำอะไรไม่ได้เลย ผมน่ะถูกสอนมาว่าผมทำได้ทุกอย่าง” “ผมเชื่อในตัวเอง คุณก็เชื่อในตัวคุณสิ ปล่อยให้ผมเป็นตัวของผมเอง คุณโอเคกับมันใช่ป่าว? เจ๋ง ถ้าคุณไม่โอเคกับมันอ่ะนะ? ไปไกลๆเลย” “เป็นตัวของคุณเองให้สุดไปเลย ถ้าคุณคิดว่าคุณรู้คำตอบ ก็ลุยเลย ถ้าคุณรู้ว่าคนข้างๆคุณนั้นเก่งกว่าคุณ ก็อย่ากลัวที่จะไปทำงานกับเขา อย่ากลัวที่จะถามคำถามเขา ยึดมั่นในอุดมคติของคุณและให้มันผลักดันคุณ แต่ก็มีสติพอที่จะชื่นชมคนที่เก่งกว่าคุณ” Image: http://www.ballerstatus.com/ Kanye West on Music “ผมไม่ได้คิดว่าผมมีทักษะเป็นถึงระดับนักดนตรีระดับตำนานอะไรอย่างงั้น ผมเล่นเปียโนยังไม่เป็นเลย” “ผมตัดสินใจแล้ว ผมอยากจะทำเพลงที่คนชอบ แต่ผมอยากมีแฟนเพลงน้อยๆ ผมอยากมีอิสระอยากการมีแฟนน้อย เหมือนกับการที่มีเงินน้อยๆ เพราะว่ายิ่งคุณมีเงินน้อยเท่าไหร่ ความรับผิดชอบที่คุณมีก็น้อยลงเท่านั้น” “สังคมทำลายเรา ทำให้เราไม่ได้รู้สึกถึงสิ่งที่เรารู้สึกเองจริงๆ มีหลายคนที่เชื่อเรื่องต่างๆตามเพื่อน เชื่อตามสิ่งที่ได้ยินในวิทยุ ผมไม่ได้จะบอกว่าเราทุกคนเป็นอัจฉริยะนะ แต่ว่าเราคือพวกช่างฝัน เราแค่จะทำฝันของเราให้เป็นจริงให้ได้” “ผมก็เป็นคนนะ ผมเป็นแค่มนุษย์คนหนึ่ง เวลาคนคิดว่าผมเป็นศิลปิน เขาก็มักจะพูดว่า เฮ้ ถ้าคุณเป็นศิลปิน ก็แปลว่าคุณก็จะติดอยู่แร็ป และแร็ปวนๆอยู่แค่ไม่กี่เรื่องใช่มั้ย ผมก็ตอบเขาไปว่า ผมจะยืนหยัดเพื่อเป็นตัวแทนของทุกๆสิ่งที่ผมเคยเห็น และผมก็จะพยายามแสดงมันออกมาให้ดีที่สุด” “มันจะมีคนที่จู่ๆเดินเข้ามาพูดอะไรหยาบๆ ซึ่งพวกคำหยาบนั้นทำให้คนหันมาฟัง และเมื่อทุกคนเปิดหูแล้ว เขาก็จะแจ้งข้อมูลทั้งหมดออกไป เขาแทรกตัวเข้ามาอย่างเนียนๆ และนั่นแหละคือสิ่งที่ผมทำ” “แม่ผมเป็นครู ผมก็เลยติดลักษณะความเป็นครูอยู่หน่อยๆเหมือนกัน แต่ว่า MTV, BET แม้กระทั่งในสลัม หรือในชานเมืองคือห้องเรียนของผม และผมก็รู้วิธีที่จะคุยกับนักเรียนของผม” Image: www.usmagazine.com สิ่งที่เด่นชัดที่เราได้เห็นคำพูดบางส่วนของ Kanye ก็คือการที่เขาเป็นคนที่รู้จักตัวเองและทำทุกอย่างๆมีแผนและหลักการ อีกอย่างคือเขาเป็นคนที่เชื่อมั่นในการใช้ชีวิตอย่างเต็มที่ในขณะที่เขาสามารถทำได้ และเป็นคนที่เชื่อมั่นในตัวเอง Kanye จึงพร้อมที่จะใช้ชีวิตอย่างสุดเหวี่ยงและทำทุกอย่างที่เขาคิดว่าดี เพื่อที่จะได้คุ้มกับชีวิตหนึ่งที่เขาเกิดมา และนั่นเป็นบ่อเกิดของความมั่นใจสุดๆ  ทำให้บุคลิกเขาออกมาเป็นคนที่โผงผาง พูดตรงๆ และบางทีก็เหมือนจะไม่ค่อยแคร์โลกเท่าไหร่ แต่เขาก็ไม่กลัวที่จะแสดงออกสไตล์ของตัวเองออกมา และประสบความสำเร็จในการทำความฝันของเขาให้เป็นจริงในที่สุด ไม่ว่าคุณจะชอบเขา หรือเกลียดเขา ท้ายที่สุดเขาก็คือมุษย์คนหนึ่งที่ไล่ล่าความฝันของตัวเองอย่างไม่หยุดหย่อน จนกลายเป็น “Kanye West” ที่เรารู้จักกันในทุกวันนี้   Reference: THE WORLD ACCORDING TO KANYE   

  • มากกว่าแค่ Box Logo! รวมทุกงานคอลแลปกับแบรนด์เสื้อผ้าของ Supreme

    การ Collaboration หรือการคอลแลป เป็นวัฒนธรรมที่อยู่ในวงการแฟชั่น รวมทั้งวงการสตรีทแวร์มายาวนานแล้ว ซึ่งงานคอลแลปที่มีประสิทธิภาพ จะผสมผสานเอกลักษณ์ที่โดดเด่นของทั้งสองแบรนด์ได้อย่างแยบยลและลงตัว ซึ่งผลดีของการทำงานคอลแลปก็คือ ถ้าหากมันประสบความสำเร็จ มันก็จะสร้างสถานการณ์แบบ win-win ให้กับทุกๆฝ่าย วัฒนธรรมสตรีทที่เริ่มเติบโตมาตั้งแต่ยุค 80 เหมือนจะกำลังขึ้นช่วงบูมมากขึ้นเรื่อยๆตลอดช่วงปี 2000 หลายๆความสำเร็จของสตรีทแวร์มาจากการที่แบรนด์เล็กๆมาคอลแลปกัน แต่ความสำเร็จก็ยิ่งขยายใหญ่ขึ้นเพราะการที่วัฒนธรรมสตรีทเริ่มเข้าสู่กระแสหลัก ผ่านการคอลแลปกับหลายแบรนด์ใหญ่ๆ จนกระทั่งมาถึงทุกวันนี้ ที่การคอลแลปเรื่องที่ทุกๆคนสนใจ และเหมือนจะกลายเป็นเรื่องธรรมดาไปแล้ว ตลอด 23 ปีที่ผ่านมา Supreme นั้นเป็นที่รู้จักในฐานะแบรนด์ที่มีการคอลแลปเยอะมาก ถึงแม้ว่าชื่อ Supreme ในจะได้ไปโลดแล่นอยู่แทบจะวงการไม่ว่าจะเป็น แบรนด์สเก็ต, รองเท้า, ศิลปิน, นักดนตรี, ช่าง-ภาพ, แบรนด์เทคโนโลยี, เครื่องกีฬา, บริษัทของเล่น, เฟอร์นิเจอร์ ไปจนถึงกระทั่งมอเตอร์ไซค์ แต่หนึ่งในจุดเด่นงานคอลแลปที่ขึ้นชื่อว่ามีเยอะที่สุด ก็คงหนีไม่พ้นเสื้อผ้า ซึ่งเป็นธุรกิจหลักนั่นเอง 1998: Sarcastic Sarcastic Clothing ถูกก่อตั้งขึ้นใน Los Angeles ในช่วงปี 1996 แต่ได้ประสบความสำเร็จในฝั่งญี่ปุ่น จนได้ไปเปิดช็อปอยู่ที่ Harajuku ในช่วงปี 1999 Supreme กับ Sarcastic ได้คอลแลปกันทำให้เกิด เสื้อยืดที่มีลายธงชาติรัฐเปอโตริโกและโลโก้ของทั้งสองแบรนด์ พร้อมคำโปรยบนเสื้อ “East Meets West” ซึ่งหมายถึงการคอลแลปกันข้ามซีกโลกนั่นเอง   1999: GOODENOUGH GOODENOUGH ถือเป็นแบรนด์สตรีทแรกๆที่ขึ้นชื่อเรื่องการปล่อยสินค้าออกมาจำนวนจำกัด และสร้างแม่แบบให้กับหลายๆแบรนด์ในวงการสตรีทจนทุกวันนี้ GOODENOUGH เป็นแบรนด์ที่ถูกก่อตั้งในปี 1990 โดย Hiroshi Fujiwara ผู้ที่เป็นหนึ่งในตำนานจากฝั่งญี่ปุ่นในเรื่องของแฟชั่น ด้วยผลงานการคอลแลปกับสุดยอดแบรนด์อย่าง LV, Levi’s หรือ Nike เขายังเป็นแรงบันดาลให้กับ Nigo และ Jun Takahashi ในการสร้างแบรนด์ A Bathing Ape และ UNDERCOVER อีกด้วย ในปี 1999 ได้ปล่อยงานคอลแลปซึ่งเป็นเสื้อยืดแขนสั้น และแขนยาวลาย “Supreme” กับ “GOODENOUGH” ที่เขียนทับกันอยู่ และด้วยจำนวนที่จำกัด ทั้งสองแบรนด์ก็ได้ปล่อยมันอีกครั้งในปี 2001 และ 2007   1999: SSUR-Plus ความสัมพันธ์ของทั้งสองแบรนด์เริ่มต้นมาจากยุคแรกๆ ซึ่ง Russ Karablin เจ้าของแบรนด์ SSUR นั้น เดิมทีเคยทำงานในฐานะ Graphic Designer ให้กับ Supreme ยุคแรกๆมาก่อน ขณะที่เขาอยู่ใน Supreme เขาก็สร้างแบรนด์ย่อยของตัวเองขึ้นมา ชื่อว่า “SSUR” (มาจากคำว่า Russ สะกดกลับหลัง) และในที่สุด Russ ก็ลาออกจาก Supreme ไปทำแบรนด์ของตัวเองอย่างจริงจัง คอลเล็กชั่นที่ว่านี้ประกอบไปด้วยเสื้อยืดที่ได้ลายมาจากฉากต่างๆในหนังย้อนยุค เช่น White Heat (1949), King Kong (1976) หรือลาย “Kid’s Ain’t Playing Over Here” ที่มีคำว่า “”SSUPREME” ซึ่งเป็นการอ้างอิงถึงชื่อของทั้งสองแบรนด์อยู่ด้วย   2001: W)TAPS Supreme เริ่มบูมอย่างมากในญี่ปุ่นตอนปี 2001 ด้วยงานคอลแลป กับ Tetsu Nishiyama แห่ง W)TAPS  งานคอลแลปที่ว่าเป็นการล้อเลียนโลโก้ Superman ด้วยการนำฟ้อนท์มาแล้วเปลี่ยนเป็นคำว่า Supreme แทน และมีโลโก้ W)TAPS อยู่ด้านหลัง ซึ่งหลังจากการคอลแลปครั้งนั้น ทั้งสองแบรนด์ก็ได้มีงานออกมาอีกในภายหลังเช่น ในปี 2007 ภายใต้ชื่อ “Metal Militia” ที่มาในธีมทหารเป็นหลัก และในปี 2009 ก็ฉีกแนวจากลายทหารดุๆมาเป็นแนววัยรุ่น   2002: A Bathing Ape A Bathing Ape ก็เป็นแบรนด์หนึ่งที่เติบโตอย่างยิ่งใหญ่จากฝั่งญี่ปุ่นไปถึงฝั่งตะวันตก ถึงแม้ในตอนนั้นจุดยืนของทั้งสองแบรนด์จะไม่ได้ไปทางเดียว Supreme จะค่อนข้างชัดเจนไปในทางสเก็ต ส่วน BAPE จะเน้นไปทางแฟชั่นและไลฟ์สไตล์ แต่อย่างไรก็ตามนั้นทั้งคู่ก็ได้มีโอกาสโคจรมาเจอกัน และด้วยความที่สองแบรนด์ขึ้นชื่อเรื่องความหายากอยู่แล้ว บวกกับสมัยนั้นที่อินเตอร์เน็ตยังไม่เป็นที่กว้างขวาง ทำให้งานคอลแลปนี้เป็นไอเทมที่น่าสนใจมากๆสำหรับใครหลายๆคน ด้วยการผสมผสานเอกลักษณ์สุดเด่นอย่าง Box Logo กับลายคาโม่ในตำนานของ BAPE ทำให้ Supreme x BAPE ถือเป็นหนึ่งในงานคอลแลปที่เรียกได้ว่า “เรียบง่าย” แต่ว่า “ลงตัว” น่าเสียดายที่ตั้งแต่ตอนนั้นทั้งสองแบรนด์ก็ไม่เคยได้มาทำเสื้อด้วยกันอีก   2005: John Smedley แม้กระทั่งแบรนด์เก่าแก่อายุ 200 จากอังกฤษ Supreme ก็เคยไปคอลแลปมาแล้ว  ซึ่ง Supreme ก็ไม่ได้ทิ้งเอกลักษณ์ไว้มากนั้นยกเว้นฉลาก “John Smedley For Supreme” และก็คงเอกลักษณ์ของแฟชั่นวินเทจอังกฤษไว้เป็นหลัก   2006: NEIGHBORHOOD NEIGHBORHOOD กับ Supreme มีความเหมือนกันที่ทั้งสองบริษัทก่อตั้งขึ้นในปี 1994 และทั้งสองแบรนด์ก็เคยมีประวัติศาสตร์ร่วมกันมาก่อนที่จะทำงานคอลแลปกัน ทั้งสองแบรนด์แชร์ตึกเดียวกันใน Harajuku ซึ่งชั้นล่างเป็น NEIGHBORHOOD ส่วนชั้นบนก็เป็นช็อป Supreme ทั้งสองแบรนด์ใช้เวลา 12 ปีนับตั้งแต่วันก่อสร้าง ถึงได้มาคอลแลปกัน โดยในเดือนธันวาคมปี 2006 สองแบรนด์ได้ออกคอลเล็กชั่นเสื้อผ้าที่ประกอบไปด้วย เสื้อแจ็คเก็ต, กางเกงยีนส์, หมวก New Era และเสื้อยืด พออะไรๆเหมือนจะลงตัว ในปีต่อๆมา ก็ได้มีการปล่อยคอลเล็กชั่นออกมาอีกเรื่อยๆ ซึ่งมาทั้งงานที่เป็นการเฉลิมฉลองให้ทั้ง Supreme และ NEIGHBORHOOD สลับกันไป   2006: UNDERCOVER ดูเหมือนความนิยมของ Supreme ในญี่ปุ่นจะยังพุ่งแรงขึ้นเรื่อยๆในช่วงนี้ นอกจากแบรนด์จากแดนอาทิตย์อุทัยอย่าง NEIGHBORHOOD หรือ A Bathing Ape ก็มี UNDERCOVER ที่ได้ชื่อ Supreme ไปอยู่บนเสื้อด้วย ในวันที่ 23 ธันวาคม 2006 Supreme ได้ร่วมงานกับ UNDERCOVER และ Silly Thing เพื่อออกงานคอลแลปพิเศษในฮ่องกงภายใต้ชื่อ “Silly Thing: Event Horizon – The Retro Journey of the Spraycan Wizard” และอีกเกือบสิบปีให้หลัง ในปี 2015 และ ปี 2016 สองแบรนด์ก็ได้มาเจอกันอีกครั้ง ซึ่งถือได้ว่าเป็นงานคอลแลประหว่างสองแบรนด์อย่างเต็มตัว โดยมีคอลเล็กชั่นใหญ่ปล่อยออกมาอย่างต่อเนื่องไม่ว่าจะเป็น เสื้อยืด, เสื้อแจ็คเก็ต, เสื้อฮูด, กางเกงวอร์ม หรือแม้กระทั้ง Dr. Martens ก็เข้ามาเอี่ยวด้วย   2006: aNYthing aNYthing เป็นอีกหนึ่งแบรนด์ที่มีจุดเริ่มต้นมาจากคนที่ทำงานใน Supreme มาก่อน หลังจาก Aaron Bondaroff ได้ลาออกจาก Supreme เขาก็ได้มาตั้งแบรนด์เองภายใต้ชื่อ aNYthing ที่ย่อมาตั้ง “A New York Thing” ตอนปี 2006 ซึ่งเป็นร้านเล็กๆใน Chinatown, New York ซึ่งก็ได้ความช่วยเหลือจาก Supreme ด้วย ภายใต้งานคอลแลปชื่อ “Licensed to Ill” และไม่กี่ปีต่อมา Aaron ก็ได้ไปเปิดแบรนด์ใหม่ “Off Bowery” และได้รับความช่วยเหลือจาก Supreme อีกครั้งด้วยการคอลแลปเสื้อยืด “Sex and Violence”   2007: FILA แบรนด์กีฬาดังจากอิตาลี่กับ Supreme ได้ทำการคอลแลปกันเพื่อทำผ้าคาดหัว, และผ้าคาดข้อมือ, เสื้อโปโลและก็แจ็คเก็ต ในชื่อ “World Famous Supreme Team” ซึ่งเป็นการคอลแลปครั้งแรกและครั้งเดียวตั้งแต่สองบริษัทก่อตั้งขึ้นมา   2007: Futura Laboratories ศิลปินกราฟฟิตี้จาก New York อย่าง Futura นั้นเป็นที่รู้กันว่าเป็นเหมือนส่วนหนึ่งของ Supreme มานานแล้ว โดยที่มีงานคอลแลปที่เปิดเผยชื่อและไม่เปิดเผยชื่อออกมาเรื่อยๆ งานคอลแลปชิ้นแรกของทั้งสองฝั่งเริ่มต้นขึ้นในปี 2007 ซึ่งเป็นความร่วมมือของหลายฝ่ายได้แก่ Supreme, FL และ Silly Thing จากฮ่องกง โดยชิ้นที่เป็นเอกลักษณ์ก็จะเป็นเสื้อยืดลาย Supreme ที่เป็นลายมือของ Futura ด้านหน้า และโลโก้ FL กับ Silly Thing ด้านหลัง   2007: Nike Nike กับ Supreme มีงานคอลแลปที่โดดเด่นทั้งเสื้อผ้าและรองเท้า โดยงานคอลแลปที่เป็นกระแสงานแรกที่ออกมาจาก Supreme ก็คือคอลเล็กชั่น Air Trainer 2 SB ที่ประกอบไปด้วยรองเท้าและแจ็คเก็ตเบสบอล Nike SB x Supreme ภายใต้สโลแกน “NYC SUPREME” และหลังจากนั้นก็มีงานออกมาเรื่อยๆ เช่น เสื้อแจ็คเก็ต “World Famous” (2009), รองเท้า Nike Foamposites (2014) และ Air Max 98 คู่กับหมวก Dri-FIT (2016)   2007: The North Face The North Face เดิมทีก็เป็นเสื้อผ้าหน้าหนาวที่ได้รับความนิยมอยู่แล้ว และเมื่อได้คอลแลปกับ Supreme กระแสความนิยมก็ยิ่งบูมเข้าไปใหญ่ เสื้อแจ็คเก็ต The North Face x Supreme ถูกปล่อยออกมาในปีเดือนมีนาคมปี 2007 ซึ่งงานคอลแลปนี้ถือเป็นงานใหญ่พอสมควร เพราะคอลเล็กชั่นนี้ประกอบไปด้วย แจ็คเก็ตหลายๆสไตล์ รวมถึง, กระเป๋าลาก, กระเป๋าเป้, เสื้อยืด, หมวก ไปถึงรองเท้าแตะ, ถุงมือ หรือแม้กระทั่งถุงนอนเลยทีเดียว   2008: visvim Supreme ได้ประสบความสำเร็จอย่างมากในญี่ปุ่นในฐานะหนึ่งในแบรนด์ที่สร้างและบุกเบิก Ura-Harajuku สไตล์ แบรนด์ไฮเอ็นด์จากญี่ปุ่น visvim กับ Supreme ได้ทำงานคอลแลปเล็กๆขึ้นตอนปี 2008 โดยทำแจ็คเก็ต, หมวกแก๊ป, หมวกบีนี่ และก็รองเท้าบูทที่ออกขึ้นมาเฉพาะเพื่อ Supreme   2008: OriginalFake OriginalFake นั้นเป็นแบรนด์เสื้อผ้าที่ตั้งขึ้นจากศิลปินสายสตรีทชื่อดังอย่าง Brian Donnelly หรือรู้จักกันในชื่อ “KAWS” นั่นเอง Supreme เคยช่วย KAWS มาก่อนในการออกแบบลายสเก็ตบอร์ดในปี 2001 หลังจากนั้น OriginalFake กับ Supreme ก็กลับมาคอลแลปอีกครั้งในปี 2008 ซึ่งเป็นการเฉลิมฉลองครบรอบ 10 ปี ของช็อป Supreme ในญี่ปุ่น โดยการออกแบบเสื้อยืดเวอร์ชั่นพิเศษ โดยลายเสื้อนั้นป็นรูปนางแบบชาวอังกฤษอย่าง Kate Moss พร้อมกับโลโก้ KAWS และ Supreme หลังจากตอนนั้น ทั้งสองแบรนด์ก็กลับมาร่วมมือกันอีกครั้งตอนเดือนกรกฎาคม 2011 ก่อนที่ KAWS จะตัดสินใจวางมือในปี 2013   2009: Hanes ไอเดียงานคอลแลประหว่าง Supreme กับ Hanes เริ่มมาจากเสื้อ Ralph Lauren ที่สตาฟฟ์ส่วนใหญ่ใน New York ใส่กัน คอลเล็กชั่นที่ว่าออกมาในรูปเสื้อยืดและเสื้อกล้ามสีขาวต้อนรับซัมเมอร์ปี 2009 และหลังจากนั้นก็มีเสื้อยืดสีดำ, เทา และก็บ็อกเซอร์กับถุงเท้าตามออกมาทีหลัง   2009: A.P.C การคอลแลประหว่าง A.P.C. กับ Supreme เหมือนจะเป็นส่วนผสมที่ลงตัวด้วยความมินิมอลของสองแบรนด์ ในเดือนตุลาคม ทั้งสองแบรนด์ปล่อยกางเกงยีนส์ที่มีโลโก้ “Fuck Em!” ของ Supreme ที่มาแทนที่โลโก้เก่าของ A.P.C. ตรงห่วงเข็มขัด   2010: Thom Browne งานคอลแลปกับแบรนด์ใหญ่อย่าง Thom Browne นั้นเหมือนจะไม่มีรายละเอียดอะไรน่าสนใจซักเท่าไหร่นั้น ถึงแม้จะเป็นงานคอลแลปของสองแบรนด์ แต่ว่าเสื้อเชิร์ตสามสีที่ออกมานั้น เหมือนจะมีรูปแบบที่ไม่หวือหวานัก ตามสไตล์ของ Thom Browne                   2010: Champion ในช่วงแรกๆที่แฟชั่นสายสเก็ตยังไม่เป็นที่นิยมมากนัก เสื้อยืดลาย Supreme กับ Champion นั้นเหมือนจะยังไม่แพงและหาได้ง่าย แต่นั่นได้เปลี่ยนไปตอนเดือนมีนาคม 2010 เมื่องานคอลแลปนั้นออกมาอย่างเป็นทางการ Supreme x Champion ประกอบไปด้วยเสื้อแจ็คเก็ตที่มีโลโก้ C เล็กๆตรงข้อมือ และโลโก้ Supreme ด้านหลัง ซึ่งตอนหลังก็มีในเวอร์ชั่นเสื้อฮูดปล่อยออกมาอีกด้วย   2010: Stussy Stussy กับ Supreme นั้นมีความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งและยาวนาน ซึ่งเกิดขึ้นมาจากความร่วมมือของ CEO ทั้งสองฝั่งในสมัยก่อน หลายๆแบรนด์สไตล์สเก็ตถูกเลือกมาทำงานคอลแลปเพื่อเป็นเกียรติในงานครบรอบ 30 ปีของ Stussy เช่น Bounty Hunter, NEIGHBORHOOD, Masterpiece, HUF หรือ Undefeated รวมทั้ง Supreme ด้วย “XXX” เป็นชื่องานคอลแลปเสื้อยืดของทั้งสองแบรนด์ที่ประกอบไปด้วย Box Logo กับลายคลาสสิค “Skate Tough” จากปี 80 ของ Stussy   2011: Adam Kimmel Supreme ได้กระโดดออกจากวงการสตรีทไปสู่วงการเสื้อสูทด้วยการคอลแลปกับ Adam Kimmel ทั้งสองแบรนด์ได้ออกสูทผ้าคอตตอนและผ้าสักหลาดให้กับคอลเล็กชั่นฤดูใบไม้ผลิ และใบไม้ร่วงในปี 2011   2011: Levi’s ดูเหมือนว่าความคล้ายคลึงกันของโลโก้ของทั้งสองแบรนด์นั้น เหมือนจะเหวี่ยงทั้งคู่ให้มาเจอกัน และก็ได้คอลแลปกันในที่สุด งานคอลแลปออกมาในช่วงเดือนกันยายน ประกอบไปด้วยเสื้อกั๊กยีนส์, กางเกงยีนส์, หมวกยีนส์ และเสื้อแจ็คเก็ตทรง Trucker ที่มาในสีดำและเหลือง   2011: Liberty of London Liberty of London เป็นเจ้าของห้างสรรพสินค้า และแบรนด์สินค้าไฮเอ็นด์ได้ร่วมงานกับ Supreme ในคอลเล็กชั่น Spring/Summer ปี 2011 งานคอลแลปมีทั้งเสื้อและเครื่องประดับ ส่วนงานที่เหมือนจะโดดเด่นที่สุดก็เหมือนจะเป็นหมวก New Era สีสันสดใสบวกกับโลโก้ Supreme   2011: Schott NYC Supreme ได้ผลิตแจ็ตเก็ตหนังภายใต้ชื่อแบรนด์ตัวเองมาก่อนที่จะมาคอลแลปกับ Schott โดยแจ็คเก็ตหนังที่ว่านั้นได้จับรายละเอียดของ Supreme มาใส่ลงในแจ็คเก็ตหนังทรง Biker และก็ได้ใส่ลายเซ็น “Fuck Em” ที่เคยใส่ไว้ในงานคอลแลปกับ A.P.C. ลงไปด้วย   2012: Comme des Garçons SHIRT ในช่วงปี 2009 Dover Street Market เป็นร้าน retail ของ Comme ที่ถูกเลือกให้เป็นช็อปทางการของ Supreme และในที่สุด ทั้งสองแบรนด์ก็จับมือกับเพื่อออกงานคอลแลป งานคอลแลปเปิดตัวด้วยหมวก, เสื้อเชิร์ต และสนีกเกอร์ แต่ว่าไอเทมที่น่าสนใจจริงๆเหมือจะเป็นแจ็คเก็ตฮูดและเสื้อเชิร์ตลาย Box Logo และก็ลาย Polka dot ของ Comme ที่กลายเป็นไอเทมสุดคลาสสิคและเป็นที่นิยมในหมู่นักสะสมในตอนหลัง หลังจากปี 2012 ก็มีงานคอลแลปออกมาเรื่อยๆทุกปีจนถึงปี 2015 ซึ่งงานทั้งหมดถูกจำหน่ายทั้งในช็อป Supreme และ Dover Street Market ทั่วโลกรวมถึงทางออนไลน์   2014: Brook Brothers คล้ายๆกับงานคอลแลปกับ Adam Kimmel เมื่อสามปีที่แล้ว Supreme x Brooks Brothers นั้นเป็นเหมือนเซอร์ไพรส์สำหรับแฟนๆทั้งสองแบรนด์ Supreme ได้ปล่อยชุดคอลเล็กชั่นเสื้อสูทควบคู่กับหมวก Bucket hat ลายทางที่ได้แรงบันดาลใจมาจากชุดสูทเดิมของ Brook Brothers   2014: Stone Island Stone Island ถูกก่อตั้งขึ้นตั้งแต่ปี 1982 และถูกนิยามให้เป็น “Luxury Sportwear” ที่กลายเป็นสัญลักษณ์ของแฟชั่นสายเถื่อนในอังกฤษ แบรนด์นั้นเป็นที่นิยมในหมู่แฟนบอลหัวรุนแรง, พ่อค้ายาในช่วงปี 80 และ 90 แต่ถึงแม้แบรนด์จะโตมาในกระแสด้านลบ แต่ว่าแบรนด์ก็ยังเป็นที่ชื่นชอบมาจนถึงทุกวันนี้ งานคอลแลประหว่างสองแบรนด์นี้เกิดขึ้นในช่วงที่ Stone Island กำลังกลับมาฮิตพอดี ด้วยการที่แร็ปเปอร์อย่าง Drake เข้ามาให้ความสนใจ ทำให้แบรนด์กลับมาสู่กระแสได้อีกครั้ง ซึ่งทำให้มีงานคอลแลปออกมาต่อเนื่องตั้งแต่เดือนตุลาคมปี 2014 จนถึง 2016 ที่มีทั้งเสื้อและกางเกง Track, เสื้อแจ็คเก็ตและเสื้อโค้ต   2016: Jordan Brand Supreme ได้มีโอกาสร่วมงานกับแบรนด์กีฬาในตำนานอย่าง Jordan ในการสร้างสรรค์งานคอลแลปที่เป็นการผสมผสานของโลโก้ Jumpman สุดคลาสสิคกับโลโก้ของ Supreme ลงในงานเก่าๆของ Jordan ไม่ว่าจะเป็นเสื้อยืด, หมวก Snapback และแจ็คเก็ตแบบต่างๆ ที่ถูกผลิตขึ้นโดย Nike เอง   2016: Aquascutum Aquascutum เป็นแบรนด์สัญชาติอังกฤษ ที่เดิมทีเป็นจะเหมือนแบรนด์คู่อริกับ Burberry มาก่อน แต่ว่าก็ได้ล้มละลายไปในปี 2012 และเริ่มจะกลับมาคืนชีพหลังเปลี่ยนผู้บริหารตอนปี 2013 ซึ่งงานคอลแลปของ Supreme กับ Aquascutum นั้นเป็นการนำดีไซน์เดิมของ Aquascutum มาตกแต่งด้วยลากปัก Supreme ซึ่งคอลเล็กชั่นประกอบไปด้วยเสื้อกันฝน, แจ็คเก็ต, เสื้อโปโลแขนยาว, ผ้าพันคอ และเสื้อกั๊ก   2017: Lacoste หลังจากมีข่าวลือมานานหลายปี ในที่สุดก็มีงานคอลแลปจากทั้งสองแบรนด์ก็เกิดขึ้นจนได้ งานคอลแลปนี้เป็นการนำผลงานเก่าๆในช่วง 90 ของ Lacoste เช่น Track suit, เสื้อโปโล และเสื้อแจ็คเก็ตมาตกแต่งด้วยลาย Supreme ตรงแขนเสื้อ      2017: Vanson Leathers แจ็คเก็ตมอเตอร์ไซค์ที่ดูเหมือนจะธรรมดานี้เป็นงานคอลแลปสุดพิเศษที่มีราคาสูงถึง 1,000 ดอลล่าร์ แต่ถึงอย่างนั้นก็ถูกขายออกแทบจะทันที่ๆปล่อยออกมา และเป็นงานที่ออกแบบอย่างพิเศษมาเพื่อ Supreme โดยเฉพาะ ถือเป็นแรร์ไอเทมชิ้นหนึ่งเลยก็ว่าได้สำหรับงานคอลแลปตัวนี้   2017: Louis Vuitton งานคอลแลปตัวล่าสุดของ Supreme กับแบรนด์ยักษ์ใหญ่จากฝรั่งเศสอย่าง Louis Vuitton ถือเป็นงานคอลแลปที่ได้รับความสนใจมากๆงานหนึ่งในประวัติศาสตร์แฟชั่น เพราะเป็นการร่วมมือกันระหว่างแบรนด์สตรีทในตำนานกับตำนานแฟชั่นไฮเอ็นด์ ก่อให้เกิดการเปิดตัวคอลเล็กชั่นสุดพิเศษขึ้นใน Paris Fashion Week เมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา และถึงแม้จะมีทั้งกระแสทางบวกและทางลบ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าการคอลแลปชิ้นนี้เป็นเหมือนก้าวที่ยิ่งใหญ่ในวงการแฟชั่น ทั้งฝั่งสตรีท และฝั่งไฮเอ็นด์เลยทีเดียว   Reference: Highsnobiety

  • Soul4street Review : G-SHOCK คอลเลคชั่น Black & Yellow Series สายสตรีทห้ามพลาดกับแรงบันดาลใจจากสีของสนีกเกอ

    สายโอลสคูลมาทางนี้อย่าช้ากันให้เสียเวลา เรียกว่ามาถูกทางกับกระแสหลักของแฟชั่นตอนนี้มาก กับ G-SHOCK คอลเลคชั่นใหม่ Black & Yellow Series ที่เป็นการนำเอาโทนสีสุดคลาสสิคอย่างเหลือง/ดำมาใช้ในการออกแบบ ยิ่งชั่วโมงนี้กระแสของสตรีทแฟชั่นและรองเท้าสนีกเกอร์ กำลังกลายเป็นเทรนด์ที่เรียกได้ว่าเป็นกระแสหลักสำหรับตอนนี้แล้ว การเลือกนาฬิกาที่สามารถนำไป Mix & Matchได้ ก็เรียกว่าน่าสนใจมากเลยทีเดียว ถ้าเราสังเกตกันให้ดีรองเท้าสนีกเกอร์จากแบรนด์ต่างๆ มักจะหยิบเอาคู่สีที่สุดคลาสสิคอย่างเหลือง/ดำ มาใช้ในการออกแบบ ซึ่งทาง G-SHOCK เองก็ได้นำแรงบันดาลใจนี้มาใช้ในการออกแบบเหมือนกัน โดยในในคอลเลคชั่น Black & Yellow Series จะมีโมเดลอย่าง GA-100BY, GA-110BY และ GA-400BT แต่ละรุ่นที่คัดมานั้นก็มีความสนใจเพราะให้ลุคความเป็นสปอร์ตทุกรุ่น การออกแบบที่ดูลงตัวตรงเป็นอย่างมากส่วนของหน้าปัด โดยหน้าปัดที่ถูกออกแบบมาเป็นแบบเข็มและตัวเลข การเลือกใช้เข็มสีเหลืองจะทำให้สามารถมองได้ชัดเจนขึ้นในเวลาที่เราอยู่ในที่มืดๆ  และสายนาฬิกาที่เป็นแบบทูโทนด้านในเป็นสีเหลืองและด้านนอกเป็นสีดำ หากพูดถึงเรื่องคุณสมบัติก็มีครบถ้วน ทั้งเรื่องของความทนทานเพราะ G-SHOCK เลือกทำจากวัดุเรซิ่นคุณภาพสูง ทนทานต่อคลื่นแม่เหล็กและแรงสั่นสะเทือน สามารถกันน้ำลึกได้ถึง 200 เมตร หรือในโหลดของตั้งเวลา จับเวลา วัดความเร็ว ก็มีให้ไว้อย่างครบถ้วน เรียกว่าพร้อมลุยทุกที่ทุกเวลาและทุกกิจกรรม สำหรับสายสตรีทและสนีกเกอร์เฮดทั้งหลาย ห้ามพลาดเด็ดขาดกับคอลเลคชั่น G-SHOCK Black & Yellow Series มีวางจำหน่ายแล้ววันนี้ หรือติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://www.facebook.com/CASIO.THAILAND/ http://casio-cmg.com/g-shock-black-and-yellow/ https://www.facebook.com/CASIO.THAILAND/ Photographer : Afterzzz

  • Soul4street Review : แบรนด์กระเป๋าชื่อดังจากเยอรมัน UCON ACROBATICS กับดีไซน์สุดมินิมอล

    เรามีแบรนด์กระเป๋าที่อาจจะยังใหม่สำหรับเมืองไทย แต่ไม่ใหม่ในอุตสาหกรรมของแบรนด์ผู้ผลิตกระเป๋าระดับโลก โดยแบรนด์ทีว่านี้มีชื่อว่า UCON ACROBATICS วางโดดเด่นอยู่ในร้าน Bratpack ซึ่งเราก็รู้สึกสะดุดตาทันทีที่เห็นแบรนด์นี้ อารมณ์ประมาณเหมือนเจอสาวแล้วถูกใจอยากเข้าไปไปทำความรู้จัก ว่าแล้วเราก็ไม่เสียเวลาไปสืบเสาะหาความเป็นมาของแบรนด์นี้กัน UCON ACROBATICS เป็นแบรนด์กระเป๋าจากเยอรมัน ก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 2001โดย Martin Fussenegger และ Jochen Smuda ด้วยคอนเซปต์ความคิดสร้างสรรค์, วัสดุที่ล้ำสมัย และคุณภาพในการผลิตทุกขั้นตอน สำหรับแรงบันดาลใจในการผลิตกระเป๋าของเขานั้น มาจากกลุ่มเพื่อนๆนักดีไซน์ บรรยากาศในเมืองที่เขาอยู่ และแรงบันดาลใจจากเมืองต่างๆที่เขาได้มีโอกาสได้ไป โดยเดิมทีนั้นตอนแรกแบรนด์ได้ผลิตเสื้อผ้าด้วย แต่เนื่องจากยอดขายที่ไม่ค่อยดีนัก ทำให้ลดการผลิตลงและมาทุ่มให้กับการผลิตกระเป๋าเพียงอย่างเดียว กระเป๋าของ UCON ACROBATICS นั้นจะมีดีไซน์ที่โมเดิร์นทันสมัยและมินิมอลค่อนข้างสูง แต่ว่าฟังก์ชั่นในการใช้งานจัดมาให้แบบโคตรแน่น ซึ่งด้วยความน่าสนใจทั้งคอนเซปต์และตัวกระเป๋าเอง ทาง Bratpack และ Seek Thailand จึงได้นำคอลเลคชั่นล่าสุด Spring 2017 ของ UCON ACROBATICS มาวางจำหน่าย โดย Soul4street จะขอแนะนำแต่ละรุ่นที่น่าสนใจมาให้ได้อ่านกัน SATELLITE SERIES ในซี่รี่ย์นี้จะเลือกใช้วัสดุที่เป็น Reflective สะท้อนแสง ที่สามารถกันน้ำได้เป็นอย่างดี ส่วนตัวเราแอบชอบวัสดุของซีรี่ย์นี้มาก แถวบ้านเรียกโคตรล้ำ แถมสะพายตอนกลางคืนก็เดินทางไปไหนแบบปลอดภัยในที่มืด และทรงกระเป๋าในซีรี่ย์นี้ที่เราเลือกมาคือ BRIAN BACKPACK กระเป๋าทรงสูงที่น้ำหนักเพียง 850 กรัม มีช่องใส่ของด้านหน้า ด้านข้างมีสายปรับความจุกระเป๋า ช่องใส่ของสามารถปิดโดยการม้วนปิดลงมา ด้านในจุของได้เยอะมากสามารถใส่ Laptop ขนาด 15 นิ้วได้สบายๆ LOTUS SERIES วัสดุอย่างยางคุณภาพสูงได้ถูกเลือกมาใช้ในซีรี่ย์นี้ ยางที่ใช้ค่อนข้างหนาและมีความยืดหยุ่นสูงมากๆ และที่สำคัญกันน้ำได้ทุกส่วนของกระเป๋า กระเป๋าที่เรามาแนะนำมีชื่อรุ่นว่า GARCIA BACKPACK  ซึ่งดีไซน์ได้มินิมอลสุดๆ กระเป๋าทรงสูงมีช่องซิปด้านหน้าที่ใหญ่มากๆ และช่องใส่ของหรือขวดน้ำทั้งสองข้าง ช่องใส่ของสามารถปิดโดยการม้วนปิดลงมา ด้านในจุของได้เยอะมากสามารถใส่ Laptop ขนาด 15 นิ้วได้ CONCRETE SERIES ผ้าแคนวาสหนาถึง 16 ออนซ์ที่ถูกเคลือบด้วยสารกันน้ำ และหนังแท้พรีเมี่ยมคือวัสดุที่ถูกเลือกใช้คู่กันได้อย่างลงตัว และเมื่อนำมาใช้ในกระเป๋ารุ่นพกพาอย่าง ISKOT BACKPACK ยิ่งทำให้ได้กลิ่นอายของความเรโทรและความโมเดิร์นที่ผสมผสานกันลงตัว STRATUM SERIES ในซี่รี่ย์ได้เลือกใช้วัสดุ RECYCLED PET (ด้วยหลักการละลายพลาสติกเพื่อผลิตเป็นเส้นใยสังเคราะห์)ได้ทั้งกระเป๋าและลดภาระโลกอีกด้วย ที่สำคัญกันน้ำเหมือนกับรุ่นอื่นๆ กระเป๋าที่เราเลือกมาในซี่รี่ย์นี้คือรุ่น ALTO BACKPACK ใครชอบความมินิมอลต้องใบนี้ กระเป๋ามีช่องใส่ของตรงกลางแค่ช่องเดียว แต่ว่าสามารถใส่ของได้เยอะทีเดียว รวมถึง Laptop ขนาด 15 นิ้ว และได้เลือกใช้แทบแม่เหล็กแทนการใช้ซิป  และอีกรุ่นคือ BRAXTON BACKPACK กระเป๋าใบนี้ฟังก์ชั่นการใช้งานค่อนข้างเยอะทีเดียว ทั้งช่องใส่ของด้านหน้า ช่องใส่ของด้านข้าง และช่องใส่ของตรงกลางขนาดใหญ่ ที่สามารถม้วนพับปิดได้ รวมถึงช่องใส่ Laptop  กระเป๋า UCON ACROBATICS Spring 2017 มีวางจำหน่ายแล้ววันนี้ที่ Seek สาขา Central Ladprao ชั้น 3 และ Bratpack สาขา Mega Bangna ชั้น 2 หรือติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.facebook.com/BratpackThailand และ www.facebook.com/seekofficialTH/ Photographer : Supasin Daungkajang

  • ต้องขาดถึงจะแนวจริงรึเปล่า? ลองมาดูความเห็นบางส่วนจากสาวๆเกี่ยวกับกางเกงยีนส์ขาดที่กำลังมาในช่วงนี้

    ไอเทมที่เรายกมาพูดถึงคราวนี้เป็นไอทมที่ไม่สามารถปฏิเสธได้เลยว่ากำลังมาจริงๆ ซึ่งก็คือกางเกงยีนส์ขาดนั่นเอง สไตล์ที่เคยเก่าและกำลังกลับมาใหม่นี้มักมาพร้อมกับคำถามหลายๆอย่างเช่น “ใส่ยีนส์ขาดเพราะว่าอยากจะโชว์ขาอ่อนหรือโชว์หัวเข่าหรอ?” “ทำไมเราถึงต้องเสียตังค์เพื่อให้ได้กางเกงที่ไม่สมประกอบด้วย?” “ใส่แบบปกติไม่ได้หรอ? ทำไมต้องขาด?”  “หนาวมั้ยอ่ะ?” ซึ่งความคิดเห็นเกี่ยวกับยีนส์ขาดๆนี้จากมุมมองของสาวๆก็ดูเหมือนว่าจะไม่ช่วยเพิ่มความมั่นใจให้กับหนุ่มๆซักเท่าไหร่เลย “เมื่อไหร่ที่เราเห็นพวกคนใส่ยีนส์ขาดๆ เราหวังว่าพวกเขาจะไปล้มใส่เศษแก้วให้เลือดอาบทั้งขาไปเลย” นี่เป็นหนึ่งในความคิดเห็นที่เราได้มาจริงๆ อีกหนึ่งในความเห็นก็คือ “เอ่อ เราคิดว่าบางทีพวกเขาอาจจะอยากได้อะไรซักอย่างที่แมทช์กับเสื้อวงพวก KISS, Metallica, Joy Division, Pink Floyd, Dark Side of the Moon หรือ Gun & Roses อะไรทำนองนั้น อ้อ แล้วก็อย่าลืมที่จะหยิบสนีกเกอร์สีขาวซักคู่ (หรือสีแดงเจ็บๆ) ด้วยนะ จะได้ครบเซ็ต” นอกจากความเห็นที่ค่อนข้างจิกกัดไปซะส่วนใหญ่ ก็มีความเห็นบางส่วนที่น่าสนใจ เช่น “กางเกงที่มันขาดมาอยู่แล้วอ่ะนะ = ไม่เอาดิ” “กางเกงที่ใส่จนมันขาดไปเองอ่ะหรอ = เซอร์จัด เอาใจไปเลย” สิ่งที่ทุกคนกำลังจะได้อ่านต่อไปนี้เป็นความคิดเห็นจากสาวๆที่ทำงานเป็นนักเขียนของเพจ Highsnobiety Stephany บอกว่า “เราก็ไม่ได้มีอะไรเป็นพิเศษกับพวกผู้ชายที่ใส่กางเกงยีนส์ขาดนะ เราคิดว่ามันเป็นแค่ยุคหนึ่งของแฟชั่นมากกว่า เช่นในช่วงปี 90 ที่กางเกงยีนส์ขาดจะเป็นสไตล์ดิบๆดุๆ ในขณะที่สมัยนี้มันจะออกไปในแนวเท่ๆมากกว่า” อีกหนึ่งความเห็นมาจาก Fern “พอพูดถึงยีนส์ขาด เราจะนึกถึง Kurt Cobain หรือ Keanu Reeves จากเรื่อง Point Break ที่เป็นสไตล์ Grunge แบบคลาสสิคซะมากกว่า” Fern พูดต่ออีกว่า “กางเกงยีนส์ทรงสกินนี่สำหรับผู้ชายก็เหมือนกับกางเกงยีนส์ทั่วไปนั่นแหละ มันมีทั้งช่วงที่พีคและช่วงที่ดรอปลง เรารู้สึกเห็นด้วยกับบทความหนึ่งจาก GQ ที่บอกว่า มันน่าจะดีกว่าที่ปล่อยให้รอยขาดเป็นไปตามธรรมชาติ ดีกว่าตั้งใจจะทำให้มันขาด” และเธอจบด้วยประโยคชวนคิดว่า “เราเห็นผู้ชายน้อยมากเลยนะที่จะได้ความสนใจจากสาวๆ ด้วยการโชว์ขาอ่อนด้วยวิธีที่ประหลาดๆที่แบบกึ่งจงใจแต่ไม่จงใจ อะไรประมาณนั้น” ทีนี้เราลองมาดูความเห็นจากสาวไทยบ้างดีกว่า ความเห็นแรกมาจาก หมิว กราฟฟิคดีไซน์เนอร์อายุ 21 จาก Soul4street นี่เอง      “เอาจริงๆชอบกางเกงยีนส์แบบปกติมากกว่า แต่บางทีก็รู้สึกว่ายีนส์ขาดก็ดูเท่ๆเซอร์ๆดี แต่ถ้าขาดเยอะเกินไปก็ไม่ไหวนะ” เฌอแตม อายุ 21 ว่าที่บัณฑิต บอกว่า      “รู้สึกว่ามันดูสกปรก แล้วก็ดูไม่ค่อยสุภาพด้วย ยิ่งถ้าเกิดว่าใส่กับรองเท้าแตะ จะดูเหมือนคนงานก่อสร้างเลยอ่ะ” อีกหนึ่งความเห็นจาก หมิ่นมิ้น 22 ปี ปัจจุบันทำธุรกิจส่วนตัว      “ก็โอเคนะ ดูเท่ดี ถ้าขาดเยอะไปแบบกางเกงผู้หญิงที่เห็นขาอ่อนด้วยก็คงแปลกๆ แต่สำหรับขาใครขนเยอะๆไม่แนะนำนะคะ” และหมวย นักศึกษา อายุ 22 ปี      “เฉยๆนะ ก็ขึ้นอยู่กับคนใส่ด้วยแหละ แต่ถ้าให้เปรียบเทียบแบบคนเดียวกันใส่ยีนส์ขาดกับยีนส์ปกติ เราว่ายีนส์แบบปกติดีกว่า”  คอมเมนท์บางส่วนอาจจะหยี๋ แต่ว่าก็มีบางคนที่มองว่าเท่ดี แต่ที่น่าสนใจคือทุกๆความเห็นเหมือนจะพูดไปในทางเดียวกันซึ่งก็คือ “ความพอดี” เพราะถ้าขาดเยอะเกินไป แทนที่จะดูเท่ มันจะกลับกลายเป็นดูเหมือนอ่อยซะมากกว่า A post shared by Kanye West (@kanyewestwears) on Jan 26, 2017 at 1:16pm PST เราลองกลับมาดูที่วงการแฟชั่นอีกครั้ง Kanye West เป็นอีกคนหนึ่งที่น่าจะชื่นชอบกางเกงยีนส์ขาดๆพอสมควร เพราะเราก็ได้เห็นรูปป๋าเยใส่ยีนส์ขาดอยู่บ่อยๆ รวมไปถึงยีนส์จาก Saint Laurent ที่ราคาสูงถึง 600 เหรียญเลยทีเดียว แต่ว่าแฟชั่นที่ว่านี้ก็ดูเหมือนจะไม่ได้เป็นที่ชื่นชอบสำหรับทุกคน อ้างอิงจากหนึ่งในเจ้าพ่อยีนส์อย่าง Dr. JJ เขาพูดถึงเทรนด์นี้ไว้ว่า “ผมใส่ยีนส์ขาดตั้งแต่ช่วงปี 80 สิ่งที่คุณต้องทำก็คือซื้อ Levi’s 501 มาซักตัว ใส่มันซัก 6 เดือนแบบไม่หยุด แล้วก็ไปหลุดมันทุกที่ไม่ว่าจะผับ, สวนสาธารณะ, ปาร์ตี้, ใส่ไปเรียน, ไปดูหนัง ใส่มันทุกที่อ่ะ แล้วก็เอาไปซักซะ แล้วก็ใส่มันต่อจนกว่ามันจะพังแหละ ใครเขาจะซื้อยีนส์ที่มีรูมาให้อยู่แล้วกัน ให้ตายเถอะ” ถ้าจะให้สรุปง่ายๆ ถ้าเกิดว่าคุณเป็นคนหนึ่งที่ซื้อยีนส์มาใส่จนมันขาด หรือว่าซื้อยีนส์ที่ขาดแล้วมาใส่ คุณก็คงเป็นคนที่น่าจะมีความมั่นใจสูงพอตัว และก็คงไม่แคร์หรอกว่าใครจะคิดยังไงกับสไตล์ของคุณ เพราะว่าท้ายที่สุดแล้ว สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือ “ความมั่นใจ” และความกล้าที่จะแสดงความเป็นตัวเองออกมาผ่านทางสไตล์การแต่งตัว และเมื่อมองถึงจุดนั้นแล้ว จะขาดหรือไม่ หรือ ขาดแบบไหน ก็ดูจะไม่ใช่เรื่องใหญ่เลย   Reference: Highsnobiety

NEWS & ACTIVITIES

Supreme x Nike : รวบรวมประวัติศาสตร์อันยาวนานของสุดยอดงานคอลแลปส์แห่งวงการสตรีทแฟชั่น

เกือบสองทศวรรษที่สุดยอดแบรนด์สเก็ตจากนิวยอร์คอย่าง Supreme ได้ร่วมงานกับแบรนด์รองเท้าในตำนานระดับโลกอย่าง Nike ซึ่งถึงแม้ว่าทาง Supreme จะขึ้นชื่อเป็นอย่างยิ่งในเรื่องของความจับฉ่ายในงาน Collaboration ที่มักจะร่วมงานกับแบรนด์อื่น ๆ ซึ่งมีตั้งแต่แบรนด์ของเล่น , เสื้อผ้าแฟชั่น และ รองเท้า ที่มีลิสท์ของสุดยอดแบรนด์อย่าง Vans และ Timberland รวมอยู่ในลิสท์เพื่อนฝูงที่เคยร่วมงานด้วยของพวกเขา…

"จาก 2016 สู่ 2017" รวม 13 เทรนด์ที่น่าจับตามองจากวงการแฟชั่นในปีนี้!

คำว่า “Trend” หรืออาจจะแปลง่ายๆได้ว่า “กระแส” นั้นมีอยู่ทุกที่อยู่แล้ว เช่นเทรนด์ Social Media, เทรนด์ Gadget, เทรนด์อาหาร รวมไปถึงเทรนด์แฟชั่น ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกระแสที่ไหลวนอย่างไม่มีสิ้นสุดอยู่ในโลกกลมๆใบนี้ เทรนด์แฟชั่นที่จริงก็ไม่ได้ต่างจากเทรนด์อื่นๆเท่าไหร่ เป็นธรรมชาติของวงการแฟชั่นที่เทรนด์นั้นจะมีการเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ จึงทำให้เกิดเทรนด์ที่เป็นกระแส,…

Nintendo กับการวางจำหน่ายสุดเอ็กซ์คลูซีฟของ "Mini" Super Famicom เครื่องฟามิคอมรุ่นจิ๋ว

กระแสเกมส์เก่ากำลังร้อนแรงเป็นอย่างยิ่ง สำหรับเด็กวัยรุ่นยุค 90 s เนื่องด้วยวุฒิภาวะและวัยวุฒิของช่วงชีวิตการทำงาน ซึ่งสามารถที่จะรับผิดชอบตัวเอง และมีกำลังจับจ่ายใช้สอยได้มากกว่าเด็กวัยรุ่นยุค 2000s ในปัจจุบัน ซึ่งนั่นทำให้ทาง Nintendo เล็งเห็นถึงโอกาสดังกล่าวนี้ และได้ทำการวางจำหน่าย "Mini" Super Famicom เครื่องฟามิคอมรุ่นจิ๋ว เอาใจวัยทำงาน และสามารถพกพาได้อย่างสะดวกสบาย…

มาดูกันให้ชัด ๆ กับ KITH x Coca-Cola x Converse Chuck Taylor All Star '70s

หลังจากที่เคยร่วมงานกันไปแล้วกับทางแบรนด์ Coca-Cola ในปี 2016 ในโปรเจ็คท์แคปซูลคอลเล็คชั่นที่ผ่านมา ดูเหมือนว่าทางด้านของ KITH ก็เกิดปิ๊งไอเดีย ที่จะกลับมาร่วมงานกับแบรนด์โคล่ายอดนิยมแบรนด์นี้อีกครั้ง ด้วยการเชิญชวนแบรนด์รองเท้าสุดเซอร์อย่าง Converse มาร่วมงานด้วย ผ่านการบอกเล่าผ่านโมเดล Converse Chuck Taylor All Star '70 ด้วยลวดลายอัปเปอร์ ที่สลักเขียนชื่อตัวแบรนด์ไว้บนอัปเปอร์ได้อย่างงดงาม…

LaVar Ball กับการเดบิวท์พร้อมเหล่าก๊วนลูกชายบนเวทีมวยปล้ำ 'WWE Raw'

ถึงแม้ว่าแฟนบาสเก็ตบอล NBA หลายท่าน อาจจะหันหาความสนใจไปที่การมอบรางวัลโดยพ่อหนุ่มศิลปินชื่อดังที่เป็นแฟนบาสเดนตายอย่าง Drake เหล่าก๊วนคุณพ่อจอมป่วนที่กำลังโด่งดังอย่างสุดขีดในขณะนี้อย่าง LaVar Ball ซึ่งมีชื่อเสียงโด่งดัง (ในเชิงลบ) มาจากการที่เขาได้คุยโวถึงสรรพคุณของฝลูกชายตัวเองอย่างโอ้อวด และนำลูกชายตนไปเปรียบเทียบกับซูเปอร์สตาร์หลาย ๆ คนในวงการเช่น Lebron…

Onitsuka Tiger "SAKIORI" ผสมผสานความทันสมัย ใส่ลงในงานหัตถกรรมดั้งเดิมจากสมัยเอโดะ

FROM LEFT TO RIGHT : D7E2N.9999 (MEXICO 66 – 5,500 THB), D7E1L.0101 (LAWNSHIP 2.0 – 5,500 THB), D7E7N.9999 (MEXICO 66 – 5,500 THB)   ในเดือน มิถุนายน 2560, Onitsuka Tiger ภูมิใจเสนอรองเท้ารุ่นใหม่ล่าสุด "Sakiori" ที่ทางแบรนด์ได้ร่วมงานกับ Saccora Japan ในเมือง Morioka city, Iwate เพราะตั้งแต่ครั้งแรกเมื่อเราได้ยินเรื่องราวเกี่ยวกับโปรเจ็คต์ของ Saccora ที่ช่วยชุบชีวิตให้ผ้าเก่าๆ ที่ถูกละเลยและลืมเลือน ให้มีชีวิตใหม่อีกครั้ง โดยการใช้เทคนิคแบบ Sakiori หัตถกรรมดั้งเดิมจากสมัยเอโดะ…

Brad Hall กับการทดสอบความเบาสบายของเหล่า adidas YEEZY Boost V2 !

Brad Hall เป็นอีกหนึ่งนักรีวิวผ่านแคมเปญสไตล์ไวรอลที่กำลังมาแรงสุด ๆ บนโลกอินเทอร์เน็ตในขณะนี้ ด้วยการฉีกขนบเดิม ๆ ของสไตล์ชาวสนีกเกอร์เฮด ซึ่งปกติพวกที่มารีวิวรองเท้าตามแชนเนลของตัวเองมักจะจัดออปชั่น แต่งตัวเต็มเพื่อมารีวิวรองเท้าคู่โหดพร้อมกับแบคกราวด์ด้านหลังที่เต็มไปด้วยกล่องรองเท้า (หรือชั้นรองเท้า) พร้อมคำพูดสไตล์ขาโจ๋คนฮิปฮอป  แต่ว่าสิ่งที่ผู้ชายคนนี้ทำ…

Nike Air Max Plus TN "Triple White" สุดยอดรองเท้าสีขาวล้วน ของสาย 90s

เรียกได้ว่าฮอทฮิตติดลมบนจริง ๆ สำหรับโมเดลสุดคลาสสิคแห่งยุค 90s ซึ่งการเมคอัพในครั้งนี้ ก็เหมาะสมเหลือเกินกับคู่สีที่ถูกคัดเลือกมาแบบเอ็กซ์คลูซีฟแบบ Nike  ซึ่งการเมคโอเวอร์ครั้งนี้ พวกเขาก็ได้หยิบยกนำเอาโมเดล Nike Air Max Plus TN มาย้อมเป็นสีขาวสะอาดตา อีกทั้งการแมทช์สีของรองเท้าคู่ก็สามารถทำได้ยอดเยี่ยมไม่มีที่ติ จึงถือได้ว่านี่เป็นอีกหนึ่งแพ็คที่น่าครอบครองไว้ประดับตู้เป็นอย่างยิ่ง…

จริงหรือมั่วชัวร์หรือไม่! พบกับภาพหลุดงานคอลแลป Supreme x Nas

อีกหนึ่งคอลแลปที่มีข่าวลือออกมาสักพักใหญ่จาก Supreme ก็คือ การคอลแลปร่วมกับแร็ปเปอร์ชื่อดังอย่าง Nas และข่าวลือนั้นก็เหมือนจะใกลความจริงเข้าไปอีกขั้น เมื่อมี User หนึ่งในทวิตเตอร์ออกมาโพสต์รูป เสื้อยืด Supreme ที่มี Nas ใส่เสื้อ Bogo ปี 2013 พร้อมด้วยวลี “Nasty Nas” บนเสื้อ Nas For Supreme Official Images pic.twitter.com/AIsebGhM4B— JP (@DropsByJay) June 25, 2017 โดยข่าวลือก่อนหน้านี้บอกว่าคอลเล็กชั่นนี้จะมีทั้งหมด 8 สี ซึ่งรูปหลุดที่ออกมานี้มีให้เห็นเพียงแค่สีดำสีเดียว…

BAPE มีแผนปล่อยคอลเล็กชั่นใหม่ต้อนรับเจ้า Minion ตัวเหลือแห่ง Despicable Me

อีกหนึ่ง Collaboration ระหว่างแบรนด์เสื้อผ้ากับภาพยนตร์ในช่วงนี้ นอกจาก “Air Jordan 4 x Transformer”ทำให้พระเอกมาร์ค ก็มีเป็นทีของ BAPE ที่จับมือกับภาพยนตร์เรื่อง Despicable Me ที่ออกแบบคอลเล็กชั่น ต้อนรับภาคล่าสุด “Despicable Me 3” BAPE และ Minions เคยมีการออกคอลเล็กชั่นด้วยกันมาแล้วก่อนหน้านี้ ภาพด้านบนนี้เป็นภาพจากคอลเล็กชั่นปี 2015 ประกอบไปด้วยเสื้อยืดที่ดับเบิ้ลความน่ารักขึ้นไปอีกด้วย Minion คู่กับ…

"รักษ์โลก" ความจริงจังของมนุษย์ที่กลัวโลกร้อน บนโลกแฟชั่นยุคปัจจุบัน !

ในยุคที่ชาวโลกต่างเริ่มตระหนักถึงภาวะโลกร้อน นับตั้งแต่ขวบปี 2012 ที่ผ่านมา ดูเหมือนว่ายุทธการเศรษฐศาสตร์ของเหล่าสินค้ายักษ์ใหญ่หลากหลายแบรนด์ ก็เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง เมื่อเหล่าผู้บริโภคหน้าใสทั้งหลาย ต่างเริ่มให้ความสนใจกับสินค้าที่ตั้งชื่อตัวเองว่า "สินค้าสีเขียว" , "สินค้ารักษ์โลก" (ซึ่งมักจะมีชื่อที่พวงกับคำว่า green หรือ eco- อยู่เสมอไป) และทำให้เทรนด์…

Nas และ Travis Scott ร่วมจอย DJ Khaled ในเอ็มวี “It’s secured”

“Grateful” คือชื่ออัลบั้มที่ 10 ของ DJ Khaled ที่ปล่อยเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมานี้ โดยขนศิลปินมาไม่ว่าจะเป็น JAY-Z, Beyonce, Rihanna, Lil Wayne, Migos, Calvin Harris, Nicki Minaj, Justin Bieber รวมถึง Nas และ Travis Scott ในมิวสิควิดิโอ “It’s Secured” โดยนี่เป็นเอ็มวีตัวที่สามที่ปล่อยออกมาหลังจาก I’m Grateful และ On Everything ไปดูเอ็มวี It’s Secured ได้ด้านล่างเลย

Hacker มือดีเจาะเข้าแอปจองรองเท้า adidas ในเมืองจีนและฉก YEEZY BOOST 350 “Zebra” ไปได้

The story goes like this. Some hackers broke adidas confirmed over in China and won 80ish pairs of Zebras. The squad wasn't happy about that and fucked up the plugs. #greed A post shared by Sneaker Info. (@pinoe77) on Jun 24, 2017 at 10:14am PDT หลังจากวันพุธที่ adidas ได้ปล่อย YEEZY BOOST 350 “Zebra” ทั่วโลก ดูเหมือนว่าที่จีนจะมีแฮคเกอร์กลุ่มหนึ่งได้แฮคเข้าแอพจองรองเท้าเพื่อล็อคชื่อตัวเองให้ได้สิทธิ์ซื้อรองเท้าไปได้ โดยภาพเหตุการณ์ที่ว่าถูกถ่ายไว้ได้โดยอินตราแกรมยูสเซอร์ Pinoe77 วิดิโอแสดงให้เห็นภาพกล่องรองเท้ากองเป็นภูเขาในห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่ง…

ต้อนรับ Transformers ภาคล่าสุด! Air Jordan 4 ถูกนำมาคัสตอมพิเศษให้กับ Mark Wahlberg

Paramount Pictures ร่วมมือกับบริษัทคัสตอมรองเท้า The Shoe Surgeon เพื่อสั่งทำรองเท้าพิเศษเฉลิมฉลองการเปิดตัวหนังเรื่อง “Transformers: The Last Knight” ซึ่งเป็นภาคล่าสุดจากแฟรนไชส์หุ่นรบจักรกลสังหาร โดยรองเท้าที่ว่าถูกสั่งทำให้กับพระเอกอย่าง Mark Wahlberg โดย Air Jordan 4 ถูกจับมาเปลี่ยนสีโดยใช้ Bumble Bee เป็นแรงบันดาลใจ พร้อมกับตา Autobots ตรงลิ้นรองเท้าทั้งสองข้าง  

Yohji Yamamoto กับ adidas กับคอลเล็กชั่นพิเศษฉลองครบรอบ 15 ปีของซีรี่ย์ Y-3

คอลเล็กชั่น Spring/Summer ที่จัดขึ้นใน Paris ประจำปีนี้ถือเป็นการครบรอบ 15 ปีของ Yohji Yamamoto ภายใต้ชื่อ Y-3 ให้กับ adidas โดยคอลเล็กชั่นนี้แสดงออกถึงคอนเซ็ปต์ “athleisure” หรือการผสมผสานระหว่างเครื่องกีฬากับแฟชั่นประจำวัน ซึ่งกำลังเป็นเทรนด์ในหมู่วัยรุ่นในช่วงนี้ โดยคอลเล็กชั่นนี้มีครบตั้งแต่หัวจรดเท้าเลยทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นเสื้อยืด, เสื้อคลุม, กางเกงวอร์ม, กระเป๋า ไปจนถึงสนีกเกอร์สไตล์ล้ำยุคตามแบบฉบับของ…

Nike “Scottie Pippen PE” Air More Uptempo พร้อมวางจำหน่ายในวันที่ 29 มิถุนายนนี้ !

เรียกได้ว่าออกสีใหม่ต้อนรับวงโคจรแฟชั่น 90s ที่กำลังหมุนย้อนกลับมาอย่างร้อนแรงในห้วงขณะนี้ เมื่อล่าสุดทาง Nike ได้มีประกาศการวางจำหน่าย พร้อมรูปภาพอย่างเป็นทางการของโมเดล Nike “Scottie Pippen PE” Air More Uptempo อีกหนึ่งโมเดลสุดจี๊ดในอดีต ที่พร้อมจะมาเขย่าบัลลังก์รองเท้าสนีกเกอร์ในช่วงนี้ให้สนั่นหวั่นไหว ! โดยดีเทลที่เราเห็นแบบเน้น ๆ ในตอนนี้ รายละเอียดของงานยังคงเหมือนเดิม…

POPULAR NEWS

CONTACT US

Soul4Street
Facebook: Soul4street

Instagram : @soul4street

Twitter: @soul4street

Press Releases and inquiry may be sent to:
s4sbkk@gmail.com

 

Office:
Soul4street
764/10 Sukumvit Rd.
Ph