โทโมอากิ นากาโอะ “Nigo” ชายผู้เปลี่ยนโลกของสตรีทแฟชั่นไปตลอดกาล

A Bathing Ape หรือ BAPE คือแบรนด์ที่เป็นตำนานบทนึงของวงการ street fashion ที่ไม่ว่าใครก็ต้องรู้จัก  ไม่ว่าจะเป็นลายพรางหน้าลิง  ฮู้ดดี้ปากฉลาม  หรือรองเท้า sneaker หนังแก้วสีสันสดใส  รวมถึงเป็นคนปลุกกระแสสตรีทแฟชั่นในญี่ปุ่นให้โด่งดังเป็นพลุแตก ให้ทั่วโลกได้รู้ว่าแฟชั่นแห่งเอเชียก็ไม่น้อยหน้าใคร  หากย้อนไปประมาณ 10 ปีที่แล้วไม่มีใครที่ไม่รู้จักเขาคนนี้ NIGO ชายผู้เปลี่ยนโลกสตรีทแฟชั่นไปตลอดกาล  และในบทความนี้เรามีเบื้องลึกเบื้องหลังที่น่าสนใจของเขามาเรียบเรียงให้ได้อ่านกัน

ในปี 2013 หนึ่งในไอค่อนระดับขึ้นหิ้งของวงการแฟชั่นญี่ปุ่นได้ตัดสินใจประกาศลาออกจาก  แบรนด์ที่เขาสร้างขึ้นมาเองกับมือกว่า 20 ปีที่แล้วเมื่อปี 1993 ในยุคทองของแบรนด์นี้  มันเคยเป็นถึงตัวแทนของโลก streetwear และวัฒนธรรมที่เกี่ยวข้องในยุคสมัยนั้นเลยทีเดียว

หลังจากเวลากว่า 20 ปีในตำแหน่งหัวเรือใหญ่ของแบรนด์ A Bathing Ape  คงไม่ผิดนักที่จะกล่าวว่าการประกาศเตรียมลาออกของ NIGO (นิโกะ) เป็นการปิดฉากยุคๆนึงของวงการแฟชั่น  NIGO  ประกาศการตัดสินใจของตนเองผ่านโพสท์ Instagram บนแอคเคานท์ของเขาเอง  มันเป็นภาพ Bart Simpson โดยฝีมือการวาดของ KAWS ที่กำลังวางตุ๊กตา NIGO ของเล่นลงในหลุมฝังศพ  สไตล์การสื่อสารที่โจ่งแจ้งแบบไม่สนใจใครนี้เป็นอะไรที่สื่อความเป็นเขาออกมาอย่างชัดเจน

 

"ตั้งแต่วันที่ 30 เมษายน 2013 เป็นต้นไปสัญญาในตำแหน่ง Creative Director ของผมกับบริษัท I.T. จำกัด (เจ้าของรายใหม่ของ A Bathing Ape ตั้งแต่ มกราคม ปี 2011) ก็จะมีอันสิ้นสุดลง  นี่ถือเป็นการปิดฉากเวลา 20 ปีที่ผมใช้ไปกับการออกแบบและสร้างสรรค์กับ A Bathing Ape  นับจากนี้ไปผมจะทำงานต่อไปในสนามอื่นๆในฐานะครีเอทีฟฟรีแลนซ์  ขอขอบคุณเสียงสนับสนุนต่อ ๆ ไปของทุกๆท่านเป็นการล่วงหน้า BAPE GENERAL NIGO® (1993-2013)

เนื้อหาของภาพนี้มีความหมายเชิงสัญลักษณ์ในหลายๆด้าน  มันสื่อถึงการเสื่อมความนิยมของสไตล์สายยียวนแกมต่อต้านกฏเกณฑ์ที่ NIGO  และทีมของเขาเป็นผู้ริเริ่มขึ้นมา  มันเป็นผลพวงมาจากกระแสค่านิยมของผู้บริโภคที่หันไปหาอะไรที่ต่างออกไป  โลกของแฟชั่นกำลังปรับตัวเองให้เคร่งขรึมมากขึ้นและตามหารสนิยมที่มีชั้นเชิงกว่านี้  การพูดถึงแบรนด์อย่าง Raf Simons และ Rick Owens ในโลกของ streetwear เป็นตัวอย่างที่ดีของการเปลี่ยนแปลงทางความต้องการที่เกิดขึ้น  และสวนทางกับสไตล์การออกแบบที่เน้นเพียงโลโก้ในแบบ NIGO ที่ได้รับความสนใจน้อยลงเรื่อยๆ

มันเป็นการจากไปที่นับได้ว่าเรียบง่ายของชายคนนึง  ที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นผู้นำกระแสความเป็นไปของโลก streetwear อีกทั้งยังเกิดขึ้นในปีเดียวกับที่แบรนด์นี้ฉลองครบรอบอายุ 20 ปีด้วย  เป็นตอนจบที่ออกจะรวบรัดและจืดชืดเกินไปสำหรับเรื่องราวของ A Bathing Ape และสิ่งที่แบรนด์นี้เคยเป็น (และอาจจะยังเป็นอยู่สำหรับใครบางคน)  เพื่อที่จะให้เห็นภาพเรื่องราวของแบรนด์นี้  เราก็คงต้องมองไปยังทั้งจุดเริ่มและจุดจบของ A Bathing Ape ภายใต้ NIGO

แม้การประกาศลาออกของเขาจะขาดความเป็นพิธีรีตองไปบ้าง แต่การตัดสินใจของ NIGO ก็เป็นสิ่งที่ใครหลายๆคนคาดไว้มาระยะนึงแล้ว เขาไม่ค่อยจะพอใจกับการทำงานร่วมกับผู้ถือหุ้นรายใหญ่ บริษัท I.T. จำกัด ที่เป็นเครื่อบริษัทรีเทลขนาดยักษ์ของฮ่องกงและจีน นอกจากนี้ แบรนด์ A Bathing Ape ยังมีสภาวะการเงินที่ย่ำแย่อีกด้วย

ตามข้อมูล จาก The Wall Street Journal บริษัท Nowhere (บริษัทแม่ของ BAPE ที่ NIGO เป็นเจ้าของ)  นั้นได้ขาดทุนมหาศาลติดต่อกันมาเป็นเวลาหลายปีแล้วก่อนจะถูกซื้อไป  บทความดังกล่าวกล่าวไว้ว่าบริษัท Nowhere "มียอดขาดทุนสุทธิกว่า 119 ล้านเยน (65.2 ล้านบาท) ณ 31 สิงหาคม 2010 ซึ่งดีกว่ายอดขาดทุนสุทธิ 267.4 ล้านเยน (87.7 ล้านบาท) ของปีก่อนหน้าเพียงเล็กน้อย  นอกจากนี้ บริษัท Nowhere ยังมีหนี้สินถึง 1.03 พันล้านเยน (337.7 ล้านบาท) อีกด้วย"

ในส่วนนึงของสัญญาซื้อขายบริษัท ณ ตอนนั้น NIGO ตอบตกลงที่จะดำรงตำแหน่งต่อไปในฐานะกรรมการ creative director ของ BAPE แต่อิทธิพลของเขา (และอาจจะความสนใจส่วนตัวจากตัวเขาเองด้วย) ที่ลดลงเรื่อยๆ  นั้นเป็นอะไรที่ทุกคนเห็นได้ชัด  ในขณะที่ BAPE ภายใต้เจ้าของใหม่ขยายตัวด้วยกลยุทธเพิ่มจำนวนร้านและตัวเลือกสินค้า  มันก็ได้เริ่มหันไปหาขั้วตรงข้ามของสิ่งที่มันเคยเป็น  แบรนด์ของคนส่วนน้อยที่ไม่ใช่ทุกคน

BAPE ในยุคทองของมันนั้นเติบโตขึ้นมาภายใต้ปรัชญาของความ "พิเศษ" หรือก็คือความยากต่อการเฟ้นหาและเข้าถึง ซึ่งตรงกันข้ามกับตัวมันในปัจจุบันที่เข้าหาคนทุกคนในทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นในรูปของแก้วกาแฟหรือชุดนอนทารก ทุกอย่างล้วนถูกปะนาบไว้ด้วยโลโก้ลิงที่ทุกคนรู้จักและนำเสนอไปหาคนทุกคนที่ ให้ความสนใจและยอมที่จะจ่าย

อย่างไรก็ตามวิธีการนี้ก็มีแต่จะเพิ่มการขยายตัวที่เกินพอดีของแบรนด์ BAPE ซึ่งเป็นปัญหาเรื้อรังของแบรนด์มาตลอด  นับตั้งแต่ช่วงหลังจุดสูงสุดที่ได้ Pharrell เป็น brand ambassador งาน collaboration ที่ไม่น่าดึงดูดงานแล้วงานเล่าเริ่มหมองประกายของแบรนด์ลดลง  แจ็คเก๊ตปากฉลามที่เคยหายากและมีค่ายิ่งของ BAPE เองก็กลายเป็นเพียงสินค้าราคาแพงที่หาได้ด้วยทุนทรัพย์ที่เพียงพอ  สำหรับหลายๆคนความรู้สึกจากแบรนด์ตอนนี้คือลิงคนละตัวกับที่พวกเขาเคยรู้จักและตกหลุมรัก

หลายๆคนที่เคยผ่านยุคสูงสุดของ BAPE มาจะสามารถรำลึกได้ถึงความรู้สึกเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันอย่างลึกซึ้งที่มา  จากแบรนด์นี้ ไม่ว่าจะเป็นคุณภาพของสินค้า  จังหวะชั้นเชิงในการออกแบบ  และความยากในการค้นหา  ความรู้สึกในตอนนั้นคือความรู้สึกของการไม่ได้เป็นแค่ลูกค้า  แต่เป็นส่วนนึงของสมาพันธ์ลายพรางที่แอบซ่อนตัวอย่างมิดชิดอยู่ทั่วทุกมุมโลก  และวางตัวออกห่างจากกระแสสายหลักอย่างเด็ดขาด

Craig Ford หนึ่งในผู้จัดจำหน่ายรายใหญ่รายแรกๆของ BAPE ในสหราชอาณาจักร เคยถูกถามว่าเขาได้เรียนรู้อะไรจาก NIGO เกี่ยวกับโลกของแฟชั่น คำตอบของเขานั้นเป็นคำตอบเดียวกับศิลปินและไอค่อนทางวัฒนธรรมหลายคน เขาตอบว่า "ทุกๆอย่าง"

แล้วอะไรคือปัจจัยที่ผลักดันลูกชายของช่างเหล็กและนางพยาบาลจากจังหวัดกุนมะมาถึงจุดจุดนี้ได้?

NIGO มีชื่อจริงว่า โทโมอากิ นากาโอะ เขาเป็นสาวกฮิปฮอปตัวยง  และใช้มันเป็นหน้าต่างสอดส่องโลกที่เขาจะได้เข้าไปปกครองในเวลาต่อมา  ในวัย 16 ปี (ปี 1986) เขาได้เข้าไปยังโตเกียวหลายครั้งเพื่อหาซื้อแผ่นเสียงที่ชอบจากร้านที่มีชื่อว่า Cisco และเก็บเงินสะสมจนสามารถซื้อเครื่องเล่นแผ่นเสียงชุดแรกของตัวเองได้  ในปีเดียวกันเขาตกหลุมรักกับโลกสไตล์และวัฒนธรรมของ hip-hop เขาอยากเป็น DJ  และเริ่มแต่งตัวตามศิลปินที่ตนเองเห็นบนซองแผ่นเสียง  ศิลปินแร็ปและฮิปฮอปหลายๆคน  ไม่ว่าจะเป็น Public Enemy, LL Cool J, หรือ The Beastie Boys กลายมาเป็นไอค่อนในดวงใจของเขาในเวลานั้น

เมื่อจบการศึกษาระดับมัธยม NIGO ก็ได้ตัดสินใจเดินทางเข้าโตเกียวเพื่อศึกษาต่อในมหาลัย Bunka Fashion College ที่มีชื่อเสียง  ทั้งนี้ก็เพื่อเข้าหาแสงสีเสียงและชีวิตกลางคืนของโตเกียวด้วย  และก็เป็นผับบาร์เหล่านี้เองที่เปิดโอกาสให้เขาเข้าหา  และทำความรู้จักคุ้นเคยกับคนในวงการแฟชั่น  มันเป็นเส้นสายที่มหาลัยหาให้เขาไม่ได้  ในเวลาต่อมา NIGO ได้เคยกล่าวไว้ว่าเขาไม่ได้เรียนรู้อะไรจากมหาลัยเลย (อย่างไรก็ตาม เขาก็ยังเข้าเรียนตามปกติ) ในช่วงนั้น  หนึ่งในประสบการ์ที่ล้ำค่าที่สุดของ NIGO คือการได้พบกับ Jun Takahashi ผู้ที่จะก่อตั้งแบรนด์ UNDERCOVER ในเวลาต่อมา

Nigo (แจ็คเก็ตน้ำตาล) และ Hiroshi Fujiwara (แจ็คเก็ตดำ) ในปี 2009

เป็นช่วงเวลานี้ที่ NIGO จะได้ทำความรู้จักกับ Hiroshi Fujiwara ผู้ที่มีฉายาว่าเจ้าพ่อแห่งฮาราจูกุ ความสนิทสนมของทั้งสองคนนี้จะเป็นที่มาของฉายาของเขา NIGO หรือก็คือ "นิโกะ" แปลว่า "หมายเลขสอง" ซึ่งสื่อถึงหน้าตาที่คล้ายกันของทั้งสองคนและบทบาทที่ NIGO จะได้เข้าไปมีร่วมกับ Hiroshi Fujiwara ในเวลาต่อมา

ในปี 1993 NIGO ได้ก่อตั้งร้าน Nowhere ร่วมกับ Jun Takahashi  และความช่วยเหลือจาก Hiroshi Fujiwara ตัวร้านโฟกัสไปยังสินค้าแฟชั่นเฉพาะทางจากแบรนด์ streetwear ต่างชาติ  รวมไปถึงรองเท้าจาก Nike และ Adidas ในปีเดียวกันนี้เองที่แบรนด์ A Bathing Ape ถูกก่อตั้งขึ้นมาผ่านความร่วมมือจาก SK8THING ผู้เป็นทั้งเพื่อนและคู่หูร่วมงานขาประจำของ NIGO

A Bathing Ape มีชื่อเดิมว่า A Bathing Ape in Lukewarm Water และเริ่มต้นด้วยดีไซน์ที่จะกลายเป็นเอกลักษณ์ของตัวแบรนด์เองในเวลาต่อมา  ดีไซน์ยุคแรกของ  BAPE ประกอบไปด้วยสไตล์การออกแบบที่อ้างอิงถึงหนัง The Planet of the Apes และงานภาพที่มีลิงเป็นส่วนผสม  ภาพลิงในงานของ BAPE  นั้นเป็นการอ้างอิงถึงวลีภาษาญี่ปุ่นที่ล้อเลียนความฟุ่มเฟือย  และสังคมวัตถุนิยมของญี่ปุ่นในยุคหลังสงคราม  ซึ่งก็เป็นที่น่าขบขันไม่น้อย  เพราะแบรนด์ BAPE เองนี่แหละที่จะสะท้อนถึงความเป็นโลกวัตถุนิยมฟุ่มเฟือยนี้ในเวลาต่อมา

ตั้งแต่ยุคแรกเริ่ม  ความต้องการที่มีต่อสินค้า BAPE  ก็มีรากฐานมาจากการควบคุมปริมาณสินค้าที่ออกขายอย่างเคร่งครัดโดยตัว BAPE เอง นโยบายการผลิตของ BAPE ถูกออกแบบมาให้ตอบสนองความต้องการเพียง 10% ของตลาดในเวลานั้นๆเท่านั้น  ซึ่งก็เป็นการตัดสินใจอันเฉียบแหลมนี้นี่เอง  ที่จะกลายมาเป็นเทคนิคเด่นของแบรนด์นี้  และเป็นส่วนช่วยให้มันเป็นที่ต้องการของนักสะสมมากยิ่งขึ้นไปอีก

แต่การวางตัวเช่นนี้ยังไม่เพียงพอสำหรับ NIGO ในปี 1998 เขาเลือกที่จะลดฐานปฏิบัติการของ BAPE ลงไปจากเดิมอีก  ทั้งนี้ก็เพราะเขารู้ดีว่าแบรนด์ที่มีลักษณะแบบเขาจะเสื่อมคุณค่า  และความน่าสนใจลงไปตามความง่ายต่อการเข้าถึง  ในบทสัมภาษณ์กับ Complex Mag ปี 2008 เขาได้กล่าวว่า "เราเคยวางขายอยู่ในร้านค้าราวๆ 40 ร้านทั่วประเทศญี่ปุ่น  แต่ในปี 1998 ผมก็ได้ตัดสินใจที่จะลดจำนวนร้านลงมาเหลือแค่ร้านร้านเดียวในโตเกียวของเรา ในเวลาไม่นาน  ยอดขายจากร้านร้านเดียวนี้ก็กลับมาดีเท่ากับสมัยที่เราเคยมีร้านอยู่ทั่วประเทศ  มันทำให้ผมรู้สึกตัวว่านี่คืออะไรที่ยิ่งใหญ่กว่าจินตนาการตอนแรกของผมซะ อีก"

ประกายความคิดนั้นของ NIGO จะกลั่นกรองมาเป็นแนวคิดการจัดจำหน่ายสินค้าที่เน้นการผูกขาด  และการจำกัดการขายสุดโต่งควบคู่กับการผลิตขายแบบต้นน้ำสู่ปลายน้ำสายเดียว  ผลลัพธ์คือสินค้า BAPE ที่หาได้ยากแสนยาก  ในเวลาเดียวกัน แบรนด์ BAPE ก็ถูกนำมากล่าวถึงผ่านสื่อโดยดาราและไอค่อนในยุคนั้นหลายๆคนอย่างศิลปิน Notorious B.I.G. หรือ James Lavelle เจ้าของค่ายเพลง Mo'Wax  ทั้งหมดนี้ล้วนเพิ่มแรงดึงดูดของ BAPE ไปในระดับเหนือจินตนาการของใครหลายๆคน

สามารถกล่าวได้เลยว่าช่วงเวลานั้นนับว่าเป็นยุคที่ NIGO ทำกำไรได้และประสบความสำเร็จมากที่สุด BAPE ได้รับความสนใจ และเสียงสนับสนุนจากศิลปินที่มีอิทธิพลในวงการฮิปฮอปยุคหลัง ปี 2000 อย่าง Pharrell และก็เป็น Pharrell นี่เองที่จะมาเป็นหัวเลี้ยวหัวต่อในการเป็น brand ambassador อย่างไม่เป็นทางการให้กับ BAPE  และก่อตั้งแบรนด์ Billionaire Boys Club กับ Ice Cream  ร่วมกับ NIGO ศิลปินแรปเปอร์หลายคนอย่าง Lil Wayne และ Kanye West ตามมาติดๆ  และผลักดัน BAPE ขึ้นไปยังจุดสูงสุดของสไตล์ยุค hip hop

ในเวลาเดียวกัน NIGO ก็เริ่มผันตัวมาเป็นโปรดิวเซอร์ในวงการเพลงแร็ปในญี่ปุ่น  ภายใต้ชื่อกลุ่มว่า The Teriyaki Boyz  ในบทสัมภาษณ์กับนิตยสาร Inventory Magazine NIGO ได้กล่าวไว้ว่า  "การได้ยินคนพูดถึงแบรนด์ของผมในเนื้อเพลงแรปนั้นนับว่าเป็นจุดเปลี่ยนเลยทีเดียว"  ช่วงเวลาแห่งยอดขายและกำไรที่สูงลิ่วนี้เอง  ที่เป็นตัวผลักดันให้รสนิยมการจับจ่ายของ NIGO เพิ่มขึ้นอย่างหยุดไม่ได้

ทุกคนรู้ดีว่า NIGO เป็นนักสะสมตัวยง  ผู้ชายเสียงนุ่มที่สื่อสารผ่านการกระทำคนนี้สะสมตั้งแต่งานศิลปะสาย pop art ของ KAWS, Futura หรือแม้กระทั่ง Andy Warhol ไปจนถึงของเล่นหายาก   (NIGO มีคอลเลคชั่น Star Wars ที่มีมูลค่าสูงถึง 250,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ หรือก็คือ 8.8ล้านบาท) เขาชื่นนชอบสิ่งของที่มีกลิ่นอายของความ cult อย่างมาก  และความคลั่งไคล้นี้เอง  (รวมถึงค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้อง)  ก็ถีบตัวขึ้นตามความสำเร็จของเขา

หนึ่งในบ้านหลายหลังในโตเกียวของเขา NIGO มีห้องๆนึงที่โฟกัสถึงความหลงไหลในแบรนด์ Gucci ของเขา  โดยการจัดแต่งห้องด้วยทุกอย่างจาก Gucci  ตั้งแต่เฟอร์นีเจอร์ไปจนถึงวอลเปเปอร์ Pharrell เคยกล่าวถึงเขากับนิตยสาร Vibe ในปี 2006 ไว้ว่า "ไม่มีใครมีอะไรมากกว่าเขาหรอก เขาเป็นผู้เชี่ยวชาญของอะไรเจ๋งๆทุกอย่าง"

ในบทความเดียวกัน NIGO ประมาณการณ์ว่า BAPE นั้นมีรายได้ต่อปีถึง 45 ล้านดอลลาร์ (1.57 พันล้านบาท)  รายได้ส่วนใหญ่นี้มาจากรองเท้ารุ่น Bapesta ของ BAPE ซึ่งอิงแบบมาจาก Nike Air Force 1 และเป็นที่ต้องการอย่างมากของเหล่านักสะสมตัวยงตามร้านรีเซลอย่าง Flight Club  มันเป็นระดับความคลั่งไคล้ที่มีมาก่อนคำว่า sneakerheads จะเป็นที่รู้จักเสียด้วยซ้ำ

มันเป็นยุคทองและจุดสูงสุดของ BAPE เลยทีเดียว  ร้านที่ขายดีจนแทบจะไม่เคยมีของในสต็อก  คาเฟ่  ช่องทีวีของแบรนด์เอง  เป็นถึงผู้สนับสนุนอย่างเป็นทางการของวงการมวยปล้ำญี่ปุ่น  หรือแม้กระทั่งบทสัมภาษณ์เก้ๆกังๆกับรายทีวีอังกฤษ  แบรนด์ BAPE นั้นทรงพลังเสียจนเราแทบจะลืมไปแล้วอะไรๆก็ตามล้วนเป็นสิ่งไม่เที่ยง

ดวงของ NIGO ได้เปลี่ยนไปเมื่อรสนิยมของคนรุ่นใหม่หันไปหาสิ่งอื่น  และการขยายตัวกับใช้จ่ายอย่างบ้าคลั่งของแบรนด์ BAPE เริ่มส่งผลกระทบต่อสถานะของบริษัท  สถานการณ์การเงินในบริษัทนั้นย่ำแย่เสียจน NIGO ถูกบีบให้ขายหุ้น 90%ของบริษัทให้แก่บริษัท I.T.  ในราคาเพียงแค่ 230 ล้านเยน หรือก็คือ 2.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯและ 75 ล้านบาท  ภาพวาดจุดจบของยุค BAPE ชัดขึ้นเรื่อยๆ  และสองปีต่อมาเขาก็ออกจากแบรนด์ที่เขาสร้างขึ้นมาเองในที่สุด

ณ ปัจจุบัน NIGO ได้หันไปทุ่มเทความสามารถให้กับแบรนด์อีกแบรนด์นึงของเขาที่มีชื่อว่า Human Made ซึ่งมุ่งเน้นไปที่สินค้าสไตล์วินเทจคุณภาพดีเน้นความปราณีต  นอกจากนี้เขายังมีตำแหน่งเป็นหัวเรือของสินค้ากลุ่มเสื้อยืด  UT ของ Uniqlo และมีงานร่วมกับ Adidas เป็นครั้งคราว  แม้กิจกรรมของเขาในตอนนี้จะโดดเด่นในตัวของมันเอง  แต่มันก็ไม่อาจจะเทียบกับสิ่งที่ BAPE ยุคทองเคยเป็นเลยแม้แต่น้อย  หากจะมองในอีกมุมนึง  ก็คงเป็นความโหยหาต่อสิ่งที่เขาเคยทำได้นี่แหละที่เป็นตัวสร้างแรงดึงดูดให้ ชื่อ NIGO ในทุกๆวันนี้

หากจะถามว่า NIGO เป็นนักธุรกิจที่ดีไหม?  คำตอบก็คงไม่น่าจะใช่  และเขาก็ได้ออกปากเองในบทสัมภาษณ์กับ Women's Wear Daily ในปี 2011 เขากล่าวว่า  "ผมมีความรู้สึกอย่างแรงกล้าที่อยากจะให้แบรนด์นี้คงอยู่ต่อไป"  เขาพูดต่อ  "สิ่งหลักๆเลยก็คือการคิดว่าต้องทำยังไงมันถึงจะเป็นจริง  ผมใช้เวลาถึง 20 ปีสร้างแบรนด์ขึ้นมา  คงน่าเสียดายถ้ามันจะต้องหายไป"

มันเป็นอุดมการณ์ที่น่านับถือ  และถึงแม้ว่ามันอาจจะไม่ใช่อะไรที่ NIGO นึกภาพไว้ซะทีเดียว  แต่ความหวังของเขาก็ยังเป็นจริงอยู่ BAPE ยังคงดำเนินกิจการอยู่มาจนถึงทุกวันนี้  และสิ่งที่มันเคยเป็นต่อใครหลายๆคนทั่วโลกภายใต้วิสัยทัศน์ของ NIGO  นี่แหละที่เป็นตำนานที่ทรงพลังที่สุดของมันไม่ว่าคุณจะคิดยังไงกับเสื้อผ้าของแบรนด์นี้ก็ตาม  เช่นเดียวกับ Shawn Stussy ผู้ก่อตั้งแบรนด์ Stussy NIGO ได้ให้กำเนิดยักษ์ใหญ่ตัวนึงแห่งวงการ streetwear ขึ้นมาและได้เห็นมันกลายเป็นตำนานในตัวของมันเอง

ไม่ว่าอนาคตของ BAPE จะเป็นยังไงก็ตาม สิ่งสิ่งนึงของมันจะยังคงเหมือนเดิม นั่นคือความทรงจำต่อแบรนด์นี้ภายใต้ยุคสมัยของบุรุษหมายเลขสอง NIGO

 

Credit: Highsnobiety 

Author : Poompat Tim Kongboonma

Editor

skull_skull ( 3115 posts )
-

RELATE BLOG