ทำไม The Met Gala ถึงได้รับความสนใจจากเหล่าดาราเเละศิลปินจากทั่วทุกมุมโลก

        อย่างที่ทุกคนได้เห็น Met Gala ได้ออก Theme สำหรับปี 2024 แล้วนั้นก็คือ “Sleeping Beauties: Reawakening Fashion” แรงบันดาลใจที่แท้จริงของงานมาจากเหล่าเสื้อผ้าที่หลับไหล พูดง่ายๆ ก็คือ Met gala ปีนี้ เขาจะสื่อถึงเสื้อผ้าแฟชั่นที่เคยรุ่งโรจน์ในอดีตมันเปราะบางเกินกว่าที่จะเอามาใส่เลยจะต้องถูกทิ้งให้หลับไหลอยู่ใน The Metropolitan Museum of Art  

 

        ซึ่งในงานนี้ทุกคนจะได้เห็นผลงานชิ้นประวัติศาสตร์เหล่านั้นกว่า 250 ชิ้นที่มีที่มาตั้งแต่ช่วงศตวรรษที่ 17 หรือพูดง่ายๆ ก็คือสมัยยุคทองของราชินีเอลิซาเบธที่ 1 เลยล่ะ เก่าแก่สุดๆ เพราะ ทุกคนจะได้เห็นที่มาของแฟชั่นกว่า 400 ปี นอกจากนี้ยังมีแฟชั่นของดีไซน์เนอร์ระดับตำนาน เช่น Yves Saint Laurent, Hubert de Givenchy แต่ละคนตัวให้นมบุตรสุดๆ เอาเป็นว่าถ้าใคร ไม่อยากพลาดก็จับเข่า รอชมกันในวันที่ 6 พฤษภาคม 2024 ได้เลย 

 

       แล้วทุกคนเคยสงสัยมั้ยว่า Met gala มันคืออะไร? ทำไมทุกคนถึงให้ความสนใจขนาดนี้ ว่าดารานักร้องหรือเซเลปคนโปรดจะแต่งตัวยังไง ยิ่งไปกว่านั้นบรรดาเหล่าเซเลปต้องรีบหัวหมุนในการตัดชุดเพื่อให้พวกเขาเป็นดาวเด่นของงานชนิดที่ว่ทำยังไงข้าถึงจะแย่งซีนชาวบ้านได้

       จน Met gala ได้อีกฉายานึงว่า ออสการ์ของวงการแฟชั่น เลยทำให้เดือนพฤษภาคม ของทุกปีวงการแฟชั่นจะคึกคักเป็นพิเศษเลยทีเดียว บางทีมันอาจจะเป็นงานสังคมของคนรุ่นใหม่ก็ได้ละมั้ง เพราะฉะนั้นวันนี้เราจะมาหาคำตอบของที่มางาน Met gala ไปพร้อมๆ กัน

 

        ที่มาของาน Met Gala โดยงาน Met Gala หรือ Met Ball หรืออีกชื่อเต็มคือ Costume Institute Benefit ถูกจัดตั้งขึ้นครั้งแรกในปี 1948 โดยสาวสังคมหน้ามนคนสวยที่มีอิทธิพลในวงการแฟชั่นในขณะนั้นอย่าง Eleanor Lambert  เธอจัดตั้ง Met Gala ขึ้นมาเพื่อระดมทุนช่วยเหลือสถาบันเครื่องแต่งกาย The Costume Institue Benefit 

        ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของพิพิธภัณฑ์ The Metropolitan Museum of Art ในมหานคร New York พูดอย่างงี้แล้วค่อยดูเหมือนงานสังคมสมัยก่อนหน่อยที่พวกบรรดาไฮโซจะจับกลุ่มกันระดมทุนในงานขึ้นมาบ้างไหมนะ

 

         แล้วงาน Met Gala เนี่ยมันสมัยก่อนมันคึกคักแบบนี้ไหม คำตอบคืออาจจะไม่ขนาดนั้น เพราะแต่เดิมงาน Met Gala เป็นงานสังคมทั่วไปแบบที่งานสังคมส่วนใหญ่ควรจะเป็น ในงานมีการดื่มชา จัดดินเนอร์และเต้นรำเหมือนอย่างที่เราเคยเห็นในละครคุณชายหรือหนัง Period ของไทยนี่แหละ ซึ่งใครที่อยากเข้าร่วมก็ต้องจ่ายเงินเพราะมันเป็นงานระดมทุน เริ่มแรกเดิมที ค่าเข้างานจะอยู่ที่ราว 50 USD และถูกปรับขึ้นอีกเป็น 800 USD หรือ 25,000 บาทต่อคน ผู้เข้าร่วมงานส่วนใหญ่ก็สมาชิกของสังคมชั้นสูงในนิวยอร์กเป็นส่วนใหญ่

 

       ต่อมาในปี 1972 งาน Met Gala ได้ถูกปัดฝุ่นใหม่โดยอดีตบรรณาธิการสาวของ Vogue Diana Vreeland มาเป็นประธานและที่ปรึกษางาน เธอได้ทำให้ Met Gala อู้ฟู่และเป็นที่จับตามองมากขึ้น จนทำให้ดีไซเนอร์ระดับแนวหน้าในขณะนั้นต่างรีบเข้ามาจับจองพื้นที่ในงานเลยทีเดียว ไม่ว่าจะเป็น Elizabeth Taylor, Andy Warhol หรือ Bianca Jagger ซึ่งนั้นเป็นจุดเริ่มต้นเล็กๆ ที่ทำให้ Met Gala ถูกจับตามองมากขึ้นกว่าที่เคยเป็น

 

      แต่ใครจะไปรู้ว่าจุดพีคที่สุดของ Met Gala เกิดขึ้นในปี 1995 ที่มีแม่งานคือ Anna Wintour นางมารสวม Prada บรรณาธิการสุดโหดของ Vogue เข้ามาจัดงานเธอช่วยยกระดับให้งานนี้เป็นอีเวนต์ที่ใหญ่ที่สุดของปี หรือถูกเรียกว่า The Superbowl of Fashion หรือ The Oscars of Fashion ถึงจะดูร้ายไปหน่อยแต่ป้าแก่ก็เก่งไม่เบานะเนี่ย

 

        มีรายงานพบว่าหลังจากที่ป้าแอนนาเข้ามาเป็นประธานหลักในการจัดงาน เธอสามารถระดมทุน ได้กว่า 175 ล้านดอลล่าร์หรือ 5,920 ล้านบาทเรียกได้ว่าประสบความสำเร็จขั้นสุดจน ทางสถาบัน The Costume Institute ของ MET ก็ได้ตั้งชื่อสถานที่จัดแสดงนิทรรศการเป็น Anna Wintour Costume Center เลยทีเดียว

 

        แล้วทำไมบรรดาดาราเซลเลปหรือคนที่มีชื่อเสียงถึงให้ความสนใจ Met Gala ขนาดนั้นล่ะ ก็เพราะว่างานนี้มันไม่ใช่ว่าใครจะเข้าง่ายๆ เนื่องจากราคาตั๋วต่อคนก็ไม่ใช่น้อยๆ อยู่ที่คนละ 35,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็นเงินไทยอยู่ที่ 1,183,000 บาท แต่ไม่ใช่ว่าใครก็ตามที่เสียเงิน จะเข้าได้เลย คุณยังต้องได้รับการอนุมัติจากแม่แอนนาซะก่อน เพราะหล่อนค่อนข้างให้ความใส่ใจกับการจัดผังงานมาก ใครจะได้นั่งกับใคร และอาหารอะไรจะได้เสิร์ฟในงาน เรียกได้ว่าใครจะเข้าต้องผ่านตาเจ้ก่อน

 

       นี่เเหละยิ่งทำให้งานนี้เป็นงานสังคมที่ใฝ่ฝันของใครหลายๆ คนเพราะความยากของมันนี่แหละบรรดาแบรนด์ชั้นนำหลายแบรนด์จึงต้องทุ่มกระเป๋ากันซักหน่อย ถ้าอยากให้บรรดาเซเลปของตนได้เข้างานเพื่อใส่ชุดของแบรนด์อวดโฉมกัน ก็อาจจะเหมาโต๊ะให้มันจบๆ ซึ่งตกโต๊ะละประมาณ 300,000 USD หรือ 10 ล้านบาท ซึ่งในทุกปีก็มีแต่ละแบรนด์เหมาโต๊ะกันอยู่แล้ว เช่น Gucci, Prada หรือแม้แต่ Apple เรียกได้ว่าเสียเงินทั้งทีต้องประชันโฉมกันให้คุ้ม

       ยิ่งในช่วงหลัง Met Gala ให้ความสนใจกับอิทธิพลสื่อมากขึ้น มีการนักร้อง K-Pop อย่าง Rosé BLACKPINK หรือ ตระกูล Kardashian เข้ามาร่วมงานเพราะพวกเธอมีอิทธิพลที่สุดของยุค ทำให้ งานนี้เป็นที่สนใจและสนุดจัดจ้านมากกว่าเดิม

 

       เอาจริงๆ งาน Met Gala นี่เหมือนกับงานสังคมแห่งยุคก็ว่าได้ มันไม่ใช่งานดินเนอร์ที่เรียบหรูหรือ จำเจ ผู้คนสวมชุดผู้ดียืนยิ้มเดินกันไปมา แต่งานนี้แฝงไปด้วยความท้าทายและเสน่ห์ที่ลึกซึ้งเหมือน เรากำลังดูโชว์การเดินแบบปังๆ สักโชว์นึง และแม้ว่างานจะเข้ายากจนท้อแต่ก็ยิ่งทำให้งาน สนุกมากขึ้น ทั้งความจี๊ดจ๊าดและการประชันกันของแฟชั่นเหล่าเซเลปบริตี้ และกลิ่นอายของความ   เป็นตัวเองที่ออกมาจากเหล่าบรรดาผู้ร่วมงานทำให้เราอดใจที่จะรอให้ถึงเดือนพฤษภาคมหน้า ไม่ไหวแล้ว แล้วมาชมกันว่าใครจะเป็นตัวแม่ของงาน 

 



Share:

Facebook
Twitter
Pinterest
LinkedIn
On Key

Related Posts

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • คุกกี้ที่จำเป็น
    Always Active

    ประเภทของคุกกี้มีความจำเป็นสำหรับการทำงานของเว็บไซต์ เพื่อให้คุณสามารถใช้ได้อย่างเป็นปกติ และเข้าชมเว็บไซต์ คุณไม่สามารถปิดการทำงานของคุกกี้นี้ในระบบเว็บไซต์ของเราได้

  • คุกกี้เพื่อการวิเคราะห์

    คุกกี้ประเภทนี้จะทำการเก็บข้อมูลการใช้งานเว็บไซต์ของคุณ เพื่อเป็นประโยชน์ในการวัดผล ปรับปรุง และพัฒนาประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ ถ้าหากท่านไม่ยินยอม ให้เราใช้คุกกี้นี้ เราจะไม่สามารถวัดผล ปรับปรุงและพัฒนาเว็บไซต์ได้

Save