Interview : เมย์ โมโจ้ น้ำชา เเรงบันดาลใจที่เเตกต่าง ในพลังที่เหมือนกันทางด้านดนตรี #UrbanearsTH IN THE MAKING

ในยุคนี้ต้องบอกเลยว่าดนตรีในประเทศไทยนั้นเปิดกว้างมากๆ การเปิดรับดนตรีในสายต่างๆนั้นเป็นเรื่องที่หลายคนให้การยอมรับและมองไม่ต่างจากงานศิลปะเลย ซึ่งแน่นอนว่ามีศิลปินในทุกเพศทุกวัยจริงๆที่ทยอยเกิดขึ้นใหม่อยู่ตลอดเวลา วันนี้ Soul4street มี 3 สาวมากความสามารถอยากแนะนำให้ทุกคนได้รู้จักกัน โดยศิลปินสาว 3 คนนี้มีชื่อว่า May Chucheewa (เมย์), Mojosung(โมโจ้) และ (Numcha)น้ำชา ซึ่งขอบอกไว้ตรงนี้เลยว่าศิลปินแต่ละคนนั้นมี Lifestyle ทางด้านดนตรีที่แตกต่างกันทั้งหมดเลย ถ้าอยากทำความรู้จักกับพวกเธอให้มากขึ้น…ก็ไปอ่านบทสัมภาษณ์สุดพิเศษนี้ด้วยกันเลย!

อันดับแรกอยากให้ทั้ง 3 สาวแนะนำตัวกันสักหน่อย เป็นใคร ทำอะไรกันบ้าง?

เมย์ : ชื่อเมย์ชูชีวา ชีพชล ค่ะ ตอนนี้เมย์เป็นนักดนตรีอิสระอยู่ค่ะแล้วก็เป็นดีเจด้วย เปิดเพลง ทำเพลงแล้วก็เล่นดนตรี

และเราก็ตั้งใจว่าจะทำเพลงเฉพาะตอนที่เราอยากทำฮ่าๆ(หัวเราะ) แล้วเมย์ก็จัดปาร์ตี้บ้างเป็นประมาณ Dance Music อารมณ์ประมาณ Club Party จะเป็นดนตรีแนว Electronic ซะส่วนใหญ่ค่ะ

โมโจ้ : สวัสดีค่า ชื่อโจ้นะคะ ตอนนี้เป็น Freelance Model/Actress ละก็จับพลัดจับผลูมาเป็นศิลปินอยู่ค่าย Blaq Lyte Digital ค่ะ

น้ำชา : ค่าสวัสดีค่ะ ชื่อน้ำชานะคะ ตอนนี้เป็นศิลปินอิสระค่ะ

เส้นทางของการเริ่มต้นทางด้านดนตรีเป็นอย่างไรกันบ้าง?

เมย์ : จริงๆตั้งแต่เด็กๆเมย์อยู่โบสถ์และได้เป็นนักร้องในโบสถ์ด้วยนะ แต่ว่าร้องเพลงเพี้ยนมากฮ่าๆๆ(เมย์หัวเราะเบาๆ) แต่ก็ยังร้องอยู่อย่างนั้น เพราะชอบร้องเพลง แล้วเรารู้สึกว่าเรามีระดับเสียงที่แปลกๆที่มันไม่ค่อยเข้ากับคนอื่น จากนั้นก็จับดนตรีมาโดยตลอด ตอนเด็กๆเคยเรียนเปียโนแต่ก็โดด ไม่ยอมไปสอบฮ่าๆ หลังจากนั้นก็ได้เรียนแคลริเน็ต ได้เข้าวงโยฯ ตอนนั้นที่เข้าวงโยฯใหม่ๆเลยลองเริ่มจากตีกลอง แล้วค่อยย้ายมาเป่าแคลริเน็ตอยู่ในวงโยฯ

พอถึงช่วงมหาลัยก็เจอเพื่อนชื่อ “ตวน” ค่ะ (ตวนคือนักร้องนำวง Cloud Behind ในปัจจุบัน) ก็มาชวนเล่นดนตรีด้วยกัน เมย์เลยได้ลองเล่นกีตาร์ในวง Cloud Behind ตอนนั้นก็เล่นน้องๆแน้งๆ ฮ่าๆ ยังเล่นไม่ค่อยเป็นมาก และเราไม่ได้วางแผนอะไร เรียกว่าเอาสนุกมากกว่า แต่ก็เป็นเรื่องจังหวะและเวลาด้วย มีกลุ่มคนฟังเล็กๆที่เริ่มฟังเพลงเราแล้วไปต่อได้ เมย์เลยทำเพลงกับเพื่อนๆต่อไปเรื่อยๆ หลังจากนั้นเราก็ได้มาตั้งวงกันในชื่อ “FWENDS” ซึ่งก็ได้สมาชิกจากวง Cloud Behind นี่แหละมาร่วมวง เว้นแต่นักร้องนำที่ไม่ได้มาร่วมกับเรา และได้ “กร” ซึ่งเป็นเพื่อนของเมย์มาเป็นสมาชิกใหม่เป็นมือเบสค่ะ คือเราเหมือนได้เริ่มต้นใหม่ด้วยกัน ใช้เวลาด้วยกัน คือเราไม่ได้รู้วิธีที่มันถูกต้องหรือความเป็น Professional หรอก แต่อย่างที่บอกมันคือช่วงจังหวะ เวลา และโอกาสที่มันประจวบเหมาะพอดีในตอนนั้นค่ะ

น้ำชา : ของเรา เรารู้สึกว่าเริ่มชื่นชอบเพลงตั้งแต่เด็กๆเหมือนกัน แต่ตอนเด็กอาจจะชอบเต้นมากกว่าฮ่าๆ(หัวเราะ) คือพอมีงานโรงเรียนเรารู้สึกว่าฉันต้องเต้น ฉันต้องอยู่แถวหน้า ฉันต้องได้โชว์ความสามารถฮ่าๆๆ แล้วตอนเด็กๆแม่เราได้ส่งไปเรียนเปียโนด้วยเหมือนกัน ซึ่งเราก็ชอบนะ แต่ด้วยความที่ตอนนั้นยังเด็กยังไม่ค่อยรู้หรอกว่าอยากเป็นศิลปิน แต่จริงๆต้องบอกว่าสิ่งที่ทำให้น้ำชาหันมาทำเพลงแบบจริงจังเลยก็คือโปรเจคจบตอนเรียนมหาลัยช่วงปี 4 จริงๆมันก็เหมือนกับไฟต์บังคับเหมือนกันนะ เพราะตอนนั้นทุกคนที่เรียนดุริยางคศิลป์ แขนงป๊อปปูล่ามิวสิคที่มหิดล จะต้องทำเพลง 1 อัลบั้ม แล้วการสอบของธีสิสหรือโปรเจคจบครั้งนี้ก็คือเราต้องไปเล่นดนตรีสด แล้วต้องมีซีดีอัลบั้มของเราแจกคนที่มาร่วมงานด้วย

ซึ่งหมายความว่าเราต้องมีเพลงที่เสร็จสมบูรณ์อยู่ในนั้น และอาจารย์ก็กำหนดมาด้วยว่าในหนึ่งอัลบั้มต้องมีทั้งหมด 8 เพลง ซึ่งก็เป็นเพลงที่เราแต่งเองทั้งหมดค่ะ แล้วเพลง “Keep Cold” ที่หลายคนอาจจะเคยฟังก็อยู่ในอัลบั้มนี้เหมือนกัน พอหลังจากโปรเจคชิ้นนี้จบลงเราก็รู้สึกว่าเราอยากสานต่องานในด้านนี้ เราเลยเอาเพลงทั้งหมดในอัลบั้มตอนที่เป็นโปรเจคจบนี่แหละ มาอัดใหม่และเรียบเรียงแทรคใหม่ทั้งหมด เพื่อให้มันมีคุณภาพมากขึ้น และมีความ Official ขึ้นค่ะ

แล้วของโมโจ้ล่ะ เป็นยังไงบ้าง?

โมโจ้ : เริ่มต้นจากเคยคุยกับแรปเปอร์คนนึงฮ่าๆๆๆ ละเขาก็พามารู้จักกับพี่บอส (Bossaonthebeat) หลังจากนั้นพี่บอสก็ชวนมาออกรายการ Badbeat เป็น Ep. ที่ต้องการพูดถึงดราม่าเรื่องโปรแกรมออโต้จูนในวงการแร็ปเปอร์ไทย โดยคอนเทนต์ตอนนั้นก็คือ อยากเอาผู้หญิงหน้าตาดี ก็คือเราเองฮ่าๆๆๆ(พูดไปขำไป) แต่ร้องเพลงไม่เป็นมาร้องเพลง และใช้โปรแกรมออโต้จูนช่วยปรับจูนเอา พอรายการออกมากลับมีกระแสตอบรับที่ดีเกินคาด เดโม่เพลงสั้นๆในรายการก็ไปติดหูใครหลายๆคน จนถูกเรียกร้องให้ทำออกมาเป็นเพลงเต็มๆ ซึ่งก็คือซิงเกิ้ลแรกของเราที่ชื่อเพลงว่า “ออโต้จูน”

คือแต่ละคนมีจุดเริ่มต้นและความสามารถทางด้านดนตรีที่แตกต่างกันมาก แล้วเรื่องแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์ผลงานล่ะ?

โมโจ้ : เอาจริงๆเลยคือเราไม่เคยแต่งเพลงเอง เพลงทุกเพลงของเราเป็นฝีมือของพี่บอส พี่จีน พี่พอร์ช ละก็เพื่อนๆที่คอยช่วยเหลือกันเสมอมา เราว่าเราเป็นคนที่โชคดีเลยคนนึงที่ได้มาเจอกับพี่ๆกลุ่มนี้ ที่รักและเอ็นดูเรามากๆ จนเราได้มีโอกาสทำหลายสิ่งหลายอย่างที่เราไม่เคยมีโอกาสได้ทำค่ะ

เมย์ : ส่วนใหญ่ของเมย์จะมาจากการท่องเที่ยว ไม่ว่าจะเที่ยวต่างประเทศหรือเที่ยวต่างจังหวัด หรืออะไรที่เรารู้สึก เมย์จะพยายามมองไปรอบๆตัว รวมไปถึงสิ่งที่เกิดขึ้นจากความรู้สึกของเราเองจริงๆก็มี อย่างตอนนั้นเมย์มีโอกาสได้ไปอังกฤษเมย์เป็นซึมเศร้าหนักมากกกกกก มันจึงเกิดเป็นเพลงที่ชื่อว่า “Morning” จะมีท่อนที่ร้องว่า “Morning it’s not real Morning it’s not fun” คือเราอยากจะสื่อความหมายว่า “ถ้าเราเศร้าเราก็แค่นอน แต่สำหรับเรามันกลับกัน ทำไมพอเรานอนแล้วเราตื่นมาแล้วความรู้สึกนั้นมันไม่ได้จางหายไป”

หรือจะเป็นเพลง “Why can’t you see” บางคนอาจจะคิดว่าเป็นเพลงเศร้าหรือเป็นเพลงที่รักเขาข้างเดียวรึเปล่า ตอนนั้นที่เมย์แต่ง เมย์ได้นั่งมองท้องฟ้าแล้วรู้สึกอยากให้มันเป็นวันที่สดใสมากกว่านี้ ท่อนแรกของเพลงจึงขึ้นว่า “Looking for the sun when sky is cloudy” เมย์ว่าบางทีแรงบันดาลใจมันหาได้รอบๆตัวเลยนะ บางทีได้ยินประโยคที่น่าสนใจมาก็สามารถแต่งเป็นเพลงได้เหมือนกันฮ่าๆๆ

น้ำชา : ของน้ำชาส่วนมากจะมาจากตัวเราล้วนๆเลย ก็คือสิ่งที่เราพบเจอหรือสิ่งที่คนรอบตัวเราพบเจอ อย่างเพลง “Keep Cold” ซึ่งเพลงนี้คือความรู้สึกของเราเองเลย ที่ตอนนั้นเราแอบชอบเพื่อนที่มหาลัย พอเราเริ่มรู้สึกอินกับเรื่องนี้มากๆเข้า เราเลยอยากถ่ายทอดออกมาเป็นเพลง และตอนนั้นเราต้องทำโปรเจคจบอยู่พอดีจึงกลายเป็นเวลาที่ประจวบเหมาะมากๆค่ะ

มาถึงตรงนี้ทำให้เรารู้ว่าแต่ละคนมีประสบการณ์และช่วงเวลาทางด้านดนตรีที่มากน้อยต่างกันออกไป ทั้งนี้มองอนาคตทางดนตรีของตัวเองไว้อย่างไรกันบ้าง?

น้ำชา : เราคิดว่าตอนนี้มันเหมือนเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี เพราะเราปล่อยเพลงไปได้ 3 เพลงแต่สามารถมีแฟนคลับได้ขนาดนี้ต้องขอบคุณมากจริงๆ ซึ่งต่อให้มันเป็นก้าวแรกที่ดีเราก็รู้สึกว่าเรายังต้องพัฒนาตัวเองต่อไป ต้องไปให้ได้ไกลกว่านี้อีกมากๆเลยค่ะ เป้าหมายของเราในด้านนี้เลยคืออยากโกอินเตอร์ อยากให้ต่างชาติได้ฟังเพลงเรา อยากมีโอกาสไปเล่นคอนเสิร์ตที่ต่างประเทศ มีแฟนคลับเป็นชาวต่างชาติ นั่นคือความฝันของเราเลย

โมโจ้ : โห ยากมากจริง! คือความรู้สึกตอนนี้เราว่าเราก็มาไกลเกินกว่าที่เคยคิดไว้ตอนแรกแล้วนะ คือถ้าคนที่รู้จักเราจริงๆ จะรู้ว่าเราทำงานด้านการแสดงมากกว่า คือการมาเป็นนักร้องนี่คือเกินฝันไปมาก แล้วการที่ได้เข้ามาอยู่ใน Blaq Lyte Digital ก็ทำให้เราได้มีโอกาสทำสิ่งที่เกินฝันมากขึ้นไปอีก การได้ทำ MV สวยๆ การได้ขึ้นเล่นคอนเสิร์ตบนเวทีใหญ่ๆ เรามองว่าสิ่งเหล่านี้มันไม่ใช่ทุกคนที่ทำเพลงจะมีโอกาสได้ทำ แต่เราได้ทำมันแล้วซึ่งมันสนุกมากๆ เรื่องร้องเพลงสำหรับเราคงต้องพัฒนาอีกเยอะ แต่ถ้าเรื่อง Performance เราว่าเราสู้ไม่ถอยนะ เพราะด้วยความเป็นนักแสดงมาก่อนเราก็คงได้เปรียบตรงจุดนี้ฮ่าๆ

เมย์ : ส่วนของเมย์ เมย์มองว่า เมย์รู้สึกอยากให้ดนตรีมันไม่ใช่แค่เรื่องของตัวเองอีกต่อไป มันเป็นเรื่องของการสร้าง Community การสร้างซีน หรือการ Create Vibe ที่สามารถทำให้ผู้คนเข้าใจว่าเพลงไม่จำเป็นต้องแบ่งแยก แนวเพลงแต่ละแนวนั้นสวยงามหมด เมย์อยากให้สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นในบ้านเราแต่เมย์ก็เชื่อว่ามันมีอยู่แล้วนะ คือมันมีทั้งคนรุ่นเก่าและรุ่นใหม่ที่เป็นพลังในการขับเคลื่อนเสียงดนตรีอยู่เสมอ เมย์ว่ามันเป็นสิ่งที่สวยงามมาก ถึงตอนนี้เมย์จะทำงานอื่นบ้างแต่ก็ไม่ลืมชีวิตทางด้านดนตรี จะพยายามทำตลอดเมื่อมีโอกาส เพราะสำหรับเราดนตรีนั้นยิ่งใหญ่มาก

**May Chucheewa(เมย์) กับหูฟัง Urbanears Luma สี Ultra Violet
Mojosung(โมโจ้) กับหูฟัง Urbanears Luma สี True Maroon
Numcha(น้ำชา) กับหูฟัง Urbanears Luma สี Teal Green

จาก ASH ASIA THAILAND

#ashasia #urbanearsth

Editor

Gonzarez11 ( 2352 posts )
-

RELATE BLOG